เกาะติดกระแสอาเซียน รายงานข่าวสถานการณ์อาเซียน อัพเดทเป็นประจำ #อาเซียน #ASEAN
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจ แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA) ของอินโดนีเซีย
Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA) ของอินโดนีเซีย:
วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
'ประสาร'ชี้10ประเทศอาเซียนรวมกันแกร่ง ศก.ขึ้นอันดับ2ของโลก
'ประสาร'ชี้10ประเทศอาเซียนรวมกันแกร่ง ศก.ขึ้นอันดับ2ของโลก:
"ประสาร"แนะนักธุรกิจรับมือการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ระบุ 10 ประเทศรวมกันขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ2ของโลก เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 กรกฎาคม ที่ห้องประชุมใหญ่ อาคารบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง, เนชั่น กรุ๊ป และ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จัดสัมมนาทิศทางประเทศไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยมีนายสุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการ บริษัท เน ชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นประธานกล่าวเปิดและต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนา ได้รับความสนใจจากนักศึกษา นักธุรกิจ และ ประชาชนในจ.ลำปาง เข้าร่วมในเวทีสัมมนากว่า 300 คน โดยมี ดร.ประสาน ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เกียรติบรรยายพิเศษเรื่อง "รู้ทิศ ปรับกระบวนทัศน์ ให้ทันประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน"
"ประสาร"แนะนักธุรกิจรับมือการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ระบุ 10 ประเทศรวมกันขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ2ของโลก เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 กรกฎาคม ที่ห้องประชุมใหญ่ อาคารบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง, เนชั่น กรุ๊ป และ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จัดสัมมนาทิศทางประเทศไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยมีนายสุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการ บริษัท เน ชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นประธานกล่าวเปิดและต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนา ได้รับความสนใจจากนักศึกษา นักธุรกิจ และ ประชาชนในจ.ลำปาง เข้าร่วมในเวทีสัมมนากว่า 300 คน โดยมี ดร.ประสาน ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เกียรติบรรยายพิเศษเรื่อง "รู้ทิศ ปรับกระบวนทัศน์ ให้ทันประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน"
วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
การค้าแบบ “Hubs-Spokes” กับความ (อ) ยุติธรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแม่โขง
การค้าแบบ “Hubs-Spokes” กับความ (อ) ยุติธรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแม่โขง:
คงไม่แปลกถ้าหลายคนเพิ่งเคยได้ยินงานประชุมนี้เป็นครั้งแรก แต่ถ้าพูดถึงงานประชุมองค์กรภาคประชาชนที่เรียกว่า ASEAN Civil Society Conference/ASEAN People’s Forum (ACSC/APF) อาจจะพอคุ้นๆ กันบ้าง
การประชุม ACSC/APF จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซียในปี 2005 โดยเป็นการรวมตัวกันขององค์กรภาคประชาชนกว่าร้อยองค์กรตั้งแต่องค์กรที่รณรงค์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ผู้หญิง เด็ก ผู้พิการ แรงงาน ชนกลุ่มน้อย ไปจนถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม และมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่าพันคน โดยการประชุมจะพูดคุยปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศอาเซียนและหาข้อสรุปเพื่อนำไปเสนอโดยตรงกับกลุ่มผู้นำประเทศอาเซียน
ส่วนการประชุม AGPA นั้นเสมือนเป็นงานประชุมพี่น้องกันกับ ACSC/APF ที่เพิ่งจัดเป็นครั้งแรก โดยนักเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศกัมพูชาได้จัดตั้งองค์ประชุมนี้ขึ้น เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องผลกระทบอีกด้านหนึ่งของการพัฒนาทางเศรษฐกิจการค้าการลงทุนที่เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชาและประเทศอื่นๆ ในอาเซียน และประเด็นที่เกี่ยวเนื่องเช่นเรื่องที่ดินทำกิน แรงงาน สิทธิเสรีภาพ และความมั่นคงด้านอาหาร โดยตามธรรมเนียมแล้ว การประชุมของภาคประชาชนจะถูกจัดขึ้นก่อนหน้าการประชุมสุดยอดอาเซียน ส่วนหลังการประชุมสุดยอดฯจะเป็นการจัดประชุมระหว่างอาเซียนกับภาคีประเทศและการประชุม East Asia Summit (EAS)
น่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่มีโอกาสได้ไปร่วมงานประชุมด้วย เพราะน่าจะได้ประโยชน์มากมายจากการเข้าร่วม workshops ในหลายๆ หัวเรื่อง และคงได้ประสบการณ์ตรงที่ฝ่ายรัฐได้เข้ามาแทรกแซงข่มขู่การจัดงานประชุมของภาคประชาชนซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในประเทศกัมพูชา วันแรกของการเปิดประชุม เจ้าของสถานที่ถูกข่มขู่จากฝ่ายรัฐ ทำให้ต้องหยุดขายน้ำ ขายอาหาร และตัดไฟ แต่นั้นก็ไม่สามารถปิดปากประชาชนในการถกเถียงปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากนโยบายทางเศรษฐกิจได้ แม้จะถูกกดดันและข่มขู่ตลอดงาน แต่การประชุมก็ยังถูกจัดขึ้นต่อไป รวมทั้งการประชุม ACSC/APF ก็ถูกข่มขู่คุกคามจากฝ่ายรัฐเช่นกัน
บทความนี้ ผู้เขียนจึงขอเสนอสิ่งที่ฝ่ายรัฐไม่ค่อยอยากได้ยินเท่าไร คือผลกระทบด้านลบของการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ขาดสำนึกถึงหลักสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกัน และความยุติธรรมที่ควรมีให้กับประชาชน
ส่วนในสมัยนี้น่าจะเห็นชัดจากการค้าระหว่างจีนกับประเทศอื่นๆ ถ้าเจาะลงไปในระดับภูมิภาคเช่นในลุ่มแม่น้ำโขง การค้าระหว่างจีน (เปรียบเสมือน hub – ศูนย์กลาง) กับประเทศแม่โขงอื่นๆ ที่ยังมีเศรษฐกิจล้าหลังกว่าเช่นลาว พม่า กัมพูชา (เปรียบเสมือน spokes – แหล่งวัตถุดิบขนส่งไปยัง hub)
สินค้าส่งออกของประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกใช้เป็นวัตถุดิบเพื่ออุปโภคบริโภคในจีนและใช้ผลิตเป็นสินค้าเพื่อส่งออก แรงงานและที่ดินราคาถูกในประเทศแม่โขงถูกใช้ผลิตสินค้าเกษตรกรรมเพื่อเป็นวัตถุดิบส่งไปแปรรูปในจีน และการลงทุนสร้างเขื่อนในพม่าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าส่งออกไปจีนเป็นต้น
แม้ว่ารัฐบาลจากประเทศเหล่านี้จะได้รายได้จากการผลิตสินค้าข้างต้น แต่ผลกระทบที่ตามมาคือการทำลายสิ่งแวดล้อม ประชาชนถูกไล่ที่ดินทำกิน และการรุกรานวิถีชีวิตชาวบ้านเป็นต้น นี่ไม่ใช่ปัญหาที่คาดไม่ถึงหรือไม่เกิดในภูมิภาคอื่น แต่ปัญหาสำคัญคือผลกระทบด้านลบเหล่านั้นถูกละเลยละเมิดเมินเฉยโดยรัฐ ปล่อยให้ประชาชนตกเป็นผู้ถูกกระทำ โดยไม่ได้รับค่าชดเชยและประโยชน์จากนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและการเปิดเสรีการค้าอย่างเป็นธรรม
ทีนี้ ลองนึกภาพข้างบนระหว่างประเทศไทยและลาวในกรณีเขื่อนไซยบุรี ระหว่างประเทศเวียดนามและลาวในกรณีการค้าไม้เพื่อผลิตเฟอร์นิเจอร์ และระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในกรณีการปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลเป็นต้น หมายความว่า ความสัมพันธ์ทางการค้าแบบ hub-spokes นั้นไม่ใช่เกิดขึ้นระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างในกรณีประเทศอเมริกากับประเทศอื่น (เป็นประเด็นที่เรียกว่า North-South) เท่านั้น แต่เกิดขึ้นระหว่างประเทศที่กำลังพัฒนาด้วยกันเองคือ South-South ด้วย และไม่ใช่เกิดขึ้นระหว่างจีนกับประเทศอื่นที่เราเคยทราบเท่านั้น แต่ประเทศไทยและเวียดนามก็กำลังเล่นบทเป็น hub ที่ได้รับประโยชน์จากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบราคาถูก ขณะที่กัมพูชาและลาว ก็กำลังเล่นบท spokes ที่แบกรับภาระและผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น การค้าแบบ hub-spokes มีนัยยะของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดย hub ดูจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์มากกว่า spokes
โดยระดับน้ำในแม่โขงเคยลดลงอย่างน่าเป็นห่วงทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดจากการสร้างเขื่อนหลายแห่งกั้นแม่น้ำโขงตอนบนในประเทศจีน การสร้างเขื่อนไซยบุรีจึงคาดว่าจะทำให้เกิดผลกระทบมหันต์กับคนประชาชนในลุ่มแม่น้ำโขงที่พึ่งพิ่งอาศัยแม่น้ำสายนี้เพื่อดำรงชีวิต
ไม้ในลาว: เวียดนามมีนโยบายสงวนป่าไม้ธรรมชาติและปลูกป่าทดแทน ขณะที่เวียดนามก็เป็นหนึ่งในประเทศ ที่ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไม้มากที่สุดในโลก เวียดนามได้ไม้จากที่ไหนเพื่อผลิตสินค้าส่งออก คำตอบคือจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศลาวที่กำลังเป็นแหล่งส่งออกวัตถุดิบไม้ขนาดใหญ่ไปเวียดนาม
โดยองค์กรที่มีชื่อว่า The Environmental Investigation Agency (EIA) ได้เข้าไปทำการสืบสวนพบว่า ไม้ที่ส่งไปเวียดนามส่วนใหญ่ผิดกฎหมาย (รัฐบาลเวียดนามยังคงปฎิเสธว่าการนำเข้าไม้จากลาวไม่ผิดกฎหมาย) ที่เป็นตลกร้ายคือ แม้ลาวจะมีไม้ส่งออกให้เวียดนามมากมาย แต่อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในลาวเองกลับประสบปัญหาขาดแคนวัตถุดิบ[5]
ฉะนั้น การตัดไม้ของลาวนั้นไม่ได้ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในประเทศแต่อย่างใด อ้อยน้ำตาลในกัมพูชา: บริษัทน้ำตาลจากประเทศไทยเข้าไปลงทุนปลูกอ้อยในประเทศกัมพูชาเพราะต้นทุนต่ำกว่าและส่งอ้อยกลับมาผลิตน้ำตาลที่ใช้บริโภคในประเทศไทย ล่าสุดได้เปิดโรงงานผลิตน้ำตาลที่กัมพูชาเพื่อใช้สิทธิพิเศษทางการค้าที่กัมพูชาได้จากอียูเพื่อส่งน้ำตาลไปขายในตลาดยุโรป ปัญหาคือเกิดการรุกไล่ข่มขู่ชาวบ้านให้ออกจากที่ดินที่เคยอยู่กินมาหลายชั่วคน ทำให้ชาวบ้านไม่มีทางเลือกถูกยึดที่และบังคับให้กลายเป็นแรงงานปลูกอ้อย สมาชิกสภาอียูที่เดินทางไปสืบสวนกรณีน้ำตาลในกัมพูชาเรียกน้ำตาลส่งออกจากกัมพูชาว่าเป็น Blood Sugar
ปัญหาการไล่ที่ในกัมพูชาเพื่อฮุบที่ดิน(ไม่ใช่แค่ในกรณีน้ำตาล)กลายเป็นปัญหาที่เรื้อรังในเศรษฐกิจและสังคมกัมพูชา แน่นอนว่าการเปิดการค้าเสรีย่อมมีคนได้มีคนเสีย แต่ส่วนใหญ่แล้วเราจะได้ยินแต่ด้านบวกของการพัฒนาเศรษฐกิจและการเปิดการค้าเสรีในอาเซียน การมองเชิงบวกวาดภาพความสำเร็จของการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2015 นั้นดีแน่นอน แต่ถ้ารัฐบาลของประเทศอาเซียนมองข้ามปัญหาระดับรากหญ้าที่กำลังเกิดขึ้นจากการค้าที่ไม่เป็นธรรมแล้วก็เปรียบเสมือนกับระเบิดเวลา
อาเซียนคงไม่มีทางไปไกลได้ดั่งฝัน เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจจำเป็นต้องสร้างขึ้นบนพื้นฐานความเท่าเทียมกันด้านโอกาสและความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ (Economic Justice) ในระดับประเทศและระหว่างประเทศสมาชิกด้วย
โดย สรินณา อารีธรรมศิริกุล
นักวิจัยอิสระ สหรัฐอเมริกา
นักวิจัยอิสระ สหรัฐอเมริกา
ในปี 2011 ผู้เขียนมีโอกาสได้ร่วมงานกับ KEPA (หน่วยงานที่เป็นตัวแทนองค์กรภาคประชาชนจากประเทศฟินแลนด์) และผลิตบทความชื่อว่า Hubs and Spokes: Emerging Patterns of Intra-Mekong Trade and Investment (2012) ซึ่งได้ถูกนำไปเสนอในงานประชุม ASEAN Grassroots People’s Assembly (AGPA) ที่ประเทศกัมพูชาเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา
การประชุม ACSC/APF จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซียในปี 2005 โดยเป็นการรวมตัวกันขององค์กรภาคประชาชนกว่าร้อยองค์กรตั้งแต่องค์กรที่รณรงค์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ผู้หญิง เด็ก ผู้พิการ แรงงาน ชนกลุ่มน้อย ไปจนถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม และมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่าพันคน โดยการประชุมจะพูดคุยปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศอาเซียนและหาข้อสรุปเพื่อนำไปเสนอโดยตรงกับกลุ่มผู้นำประเทศอาเซียน
ส่วนการประชุม AGPA นั้นเสมือนเป็นงานประชุมพี่น้องกันกับ ACSC/APF ที่เพิ่งจัดเป็นครั้งแรก โดยนักเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศกัมพูชาได้จัดตั้งองค์ประชุมนี้ขึ้น เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องผลกระทบอีกด้านหนึ่งของการพัฒนาทางเศรษฐกิจการค้าการลงทุนที่เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชาและประเทศอื่นๆ ในอาเซียน และประเด็นที่เกี่ยวเนื่องเช่นเรื่องที่ดินทำกิน แรงงาน สิทธิเสรีภาพ และความมั่นคงด้านอาหาร โดยตามธรรมเนียมแล้ว การประชุมของภาคประชาชนจะถูกจัดขึ้นก่อนหน้าการประชุมสุดยอดอาเซียน ส่วนหลังการประชุมสุดยอดฯจะเป็นการจัดประชุมระหว่างอาเซียนกับภาคีประเทศและการประชุม East Asia Summit (EAS)
น่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่มีโอกาสได้ไปร่วมงานประชุมด้วย เพราะน่าจะได้ประโยชน์มากมายจากการเข้าร่วม workshops ในหลายๆ หัวเรื่อง และคงได้ประสบการณ์ตรงที่ฝ่ายรัฐได้เข้ามาแทรกแซงข่มขู่การจัดงานประชุมของภาคประชาชนซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในประเทศกัมพูชา วันแรกของการเปิดประชุม เจ้าของสถานที่ถูกข่มขู่จากฝ่ายรัฐ ทำให้ต้องหยุดขายน้ำ ขายอาหาร และตัดไฟ แต่นั้นก็ไม่สามารถปิดปากประชาชนในการถกเถียงปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากนโยบายทางเศรษฐกิจได้ แม้จะถูกกดดันและข่มขู่ตลอดงาน แต่การประชุมก็ยังถูกจัดขึ้นต่อไป รวมทั้งการประชุม ACSC/APF ก็ถูกข่มขู่คุกคามจากฝ่ายรัฐเช่นกัน
บทความนี้ ผู้เขียนจึงขอเสนอสิ่งที่ฝ่ายรัฐไม่ค่อยอยากได้ยินเท่าไร คือผลกระทบด้านลบของการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ขาดสำนึกถึงหลักสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกัน และความยุติธรรมที่ควรมีให้กับประชาชน
การค้าแบบ Hubs-Spokes ในภูมิภาคแม่โขง คืออะไร
ให้เราลองนึกถึงภาพแผนที่เส้นทางการบินแบบที่เราเคยเห็นในแมกกาซีนบนเครื่องบิน จะมีลักษณะเป็นคู่ๆ คือเส้นลากจากศูนย์กลาง (hub) ไปยังสถานีย่อยต่างๆ เรียกว่า spokes ลักษณะเช่นนี้สามารถนำมาอธิบายรูปแบบทางการค้าได้เช่นกัน ที่เห็นชัดที่สุดในช่วงยี่สิบปีก่อนคือความสัมพันธ์ทางการค้าและความมั่นคงของอเมริกากับประเทศอื่นๆ ที่เป็นลักษณะทวิภาคี อเมริกาเป็น hub และประเทศอื่นเป็น spokesส่วนในสมัยนี้น่าจะเห็นชัดจากการค้าระหว่างจีนกับประเทศอื่นๆ ถ้าเจาะลงไปในระดับภูมิภาคเช่นในลุ่มแม่น้ำโขง การค้าระหว่างจีน (เปรียบเสมือน hub – ศูนย์กลาง) กับประเทศแม่โขงอื่นๆ ที่ยังมีเศรษฐกิจล้าหลังกว่าเช่นลาว พม่า กัมพูชา (เปรียบเสมือน spokes – แหล่งวัตถุดิบขนส่งไปยัง hub)
สินค้าส่งออกของประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกใช้เป็นวัตถุดิบเพื่ออุปโภคบริโภคในจีนและใช้ผลิตเป็นสินค้าเพื่อส่งออก แรงงานและที่ดินราคาถูกในประเทศแม่โขงถูกใช้ผลิตสินค้าเกษตรกรรมเพื่อเป็นวัตถุดิบส่งไปแปรรูปในจีน และการลงทุนสร้างเขื่อนในพม่าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าส่งออกไปจีนเป็นต้น
แม้ว่ารัฐบาลจากประเทศเหล่านี้จะได้รายได้จากการผลิตสินค้าข้างต้น แต่ผลกระทบที่ตามมาคือการทำลายสิ่งแวดล้อม ประชาชนถูกไล่ที่ดินทำกิน และการรุกรานวิถีชีวิตชาวบ้านเป็นต้น นี่ไม่ใช่ปัญหาที่คาดไม่ถึงหรือไม่เกิดในภูมิภาคอื่น แต่ปัญหาสำคัญคือผลกระทบด้านลบเหล่านั้นถูกละเลยละเมิดเมินเฉยโดยรัฐ ปล่อยให้ประชาชนตกเป็นผู้ถูกกระทำ โดยไม่ได้รับค่าชดเชยและประโยชน์จากนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและการเปิดเสรีการค้าอย่างเป็นธรรม
ทีนี้ ลองนึกภาพข้างบนระหว่างประเทศไทยและลาวในกรณีเขื่อนไซยบุรี ระหว่างประเทศเวียดนามและลาวในกรณีการค้าไม้เพื่อผลิตเฟอร์นิเจอร์ และระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในกรณีการปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลเป็นต้น หมายความว่า ความสัมพันธ์ทางการค้าแบบ hub-spokes นั้นไม่ใช่เกิดขึ้นระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างในกรณีประเทศอเมริกากับประเทศอื่น (เป็นประเด็นที่เรียกว่า North-South) เท่านั้น แต่เกิดขึ้นระหว่างประเทศที่กำลังพัฒนาด้วยกันเองคือ South-South ด้วย และไม่ใช่เกิดขึ้นระหว่างจีนกับประเทศอื่นที่เราเคยทราบเท่านั้น แต่ประเทศไทยและเวียดนามก็กำลังเล่นบทเป็น hub ที่ได้รับประโยชน์จากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบราคาถูก ขณะที่กัมพูชาและลาว ก็กำลังเล่นบท spokes ที่แบกรับภาระและผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น การค้าแบบ hub-spokes มีนัยยะของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดย hub ดูจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์มากกว่า spokes
กรณีตัวอย่าง: เขื่อน ไม้ และน้ำตาล
เขื่อนในลาว: เราคงเคยได้ยินกรณีการสร้างเขื่อนไซยบุรีในลาวที่บริษัทในไทยเป็นผู้ลงทุนใหญ่ วัตถุประสงค์คือเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าราคาถูกส่งขายให้ไทย ผลดีคือรัฐบาลลาวจะมีรายได้เพิ่ม คนไทยจะมีไฟฟ้าราคาถูกใช้ แต่การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่กั้นทางน้ำไหลของแม่น้ำโขงจะสร้างความเสียหายทางด้านสิ่งแวดล้อม เช่น กั้นการอพยพเดินทางของปลาและสัตว์น้ำในแม่น้ำโขง และก่อให้เกิดการขาดแคลนน้ำในประเทศแม่โขงตอนล่างซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรมและการเป็นอยู่ของประชาชนเป็นต้นโดยระดับน้ำในแม่โขงเคยลดลงอย่างน่าเป็นห่วงทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดจากการสร้างเขื่อนหลายแห่งกั้นแม่น้ำโขงตอนบนในประเทศจีน การสร้างเขื่อนไซยบุรีจึงคาดว่าจะทำให้เกิดผลกระทบมหันต์กับคนประชาชนในลุ่มแม่น้ำโขงที่พึ่งพิ่งอาศัยแม่น้ำสายนี้เพื่อดำรงชีวิต
ไม้ในลาว: เวียดนามมีนโยบายสงวนป่าไม้ธรรมชาติและปลูกป่าทดแทน ขณะที่เวียดนามก็เป็นหนึ่งในประเทศ ที่ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไม้มากที่สุดในโลก เวียดนามได้ไม้จากที่ไหนเพื่อผลิตสินค้าส่งออก คำตอบคือจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศลาวที่กำลังเป็นแหล่งส่งออกวัตถุดิบไม้ขนาดใหญ่ไปเวียดนาม
โดยองค์กรที่มีชื่อว่า The Environmental Investigation Agency (EIA) ได้เข้าไปทำการสืบสวนพบว่า ไม้ที่ส่งไปเวียดนามส่วนใหญ่ผิดกฎหมาย (รัฐบาลเวียดนามยังคงปฎิเสธว่าการนำเข้าไม้จากลาวไม่ผิดกฎหมาย) ที่เป็นตลกร้ายคือ แม้ลาวจะมีไม้ส่งออกให้เวียดนามมากมาย แต่อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในลาวเองกลับประสบปัญหาขาดแคนวัตถุดิบ[5]
ฉะนั้น การตัดไม้ของลาวนั้นไม่ได้ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในประเทศแต่อย่างใด อ้อยน้ำตาลในกัมพูชา: บริษัทน้ำตาลจากประเทศไทยเข้าไปลงทุนปลูกอ้อยในประเทศกัมพูชาเพราะต้นทุนต่ำกว่าและส่งอ้อยกลับมาผลิตน้ำตาลที่ใช้บริโภคในประเทศไทย ล่าสุดได้เปิดโรงงานผลิตน้ำตาลที่กัมพูชาเพื่อใช้สิทธิพิเศษทางการค้าที่กัมพูชาได้จากอียูเพื่อส่งน้ำตาลไปขายในตลาดยุโรป ปัญหาคือเกิดการรุกไล่ข่มขู่ชาวบ้านให้ออกจากที่ดินที่เคยอยู่กินมาหลายชั่วคน ทำให้ชาวบ้านไม่มีทางเลือกถูกยึดที่และบังคับให้กลายเป็นแรงงานปลูกอ้อย สมาชิกสภาอียูที่เดินทางไปสืบสวนกรณีน้ำตาลในกัมพูชาเรียกน้ำตาลส่งออกจากกัมพูชาว่าเป็น Blood Sugar
ปัญหาการไล่ที่ในกัมพูชาเพื่อฮุบที่ดิน(ไม่ใช่แค่ในกรณีน้ำตาล)กลายเป็นปัญหาที่เรื้อรังในเศรษฐกิจและสังคมกัมพูชา แน่นอนว่าการเปิดการค้าเสรีย่อมมีคนได้มีคนเสีย แต่ส่วนใหญ่แล้วเราจะได้ยินแต่ด้านบวกของการพัฒนาเศรษฐกิจและการเปิดการค้าเสรีในอาเซียน การมองเชิงบวกวาดภาพความสำเร็จของการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2015 นั้นดีแน่นอน แต่ถ้ารัฐบาลของประเทศอาเซียนมองข้ามปัญหาระดับรากหญ้าที่กำลังเกิดขึ้นจากการค้าที่ไม่เป็นธรรมแล้วก็เปรียบเสมือนกับระเบิดเวลา
อาเซียนคงไม่มีทางไปไกลได้ดั่งฝัน เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจจำเป็นต้องสร้างขึ้นบนพื้นฐานความเท่าเทียมกันด้านโอกาสและความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ (Economic Justice) ในระดับประเทศและระหว่างประเทศสมาชิกด้วย
วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ปี 2020 อาเซียนจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกผ่านความมั่นคงด้านพลังงาน
ปี 2020 อาเซียนจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกผ่านความมั่นคงด้านพลังงาน:
ในอาเซียน มีทั้งประเทศที่มีพลังงานเหลือเฟือและประเทศที่ยังขาดแคลนพลังงาน จึงจำเป็นที่จะต้องจัดสรรการใช้พลังงานให้ทั่วถึงทั้งภูมิภาค ขอยกตัวอย่างของพม่าและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีความร่ำรวยในทรัพยากรพลังงาน ประชากรของทั้งสองประเทศรวมกันมากถึง 300 ล้านคน แต่ 1 ใน 3 ของจำนวนนี้ กลับไม่สามารถเข้าถึงพลังงานเหล่านั้นได้ อีกทั้ง ไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ก็มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าได้มากพอที่จะแบ่งปันให้กับประเทศที่ขาดแคลน หากมีการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าภายในภูมิภาคได้สมบูรณ์ จะช่วยลดภาระทางการเงินในการสร้างโรงไฟฟ้าและสายส่งกำลังระหว่างประเทศสมาชิกลงได้บ้าง
ลองมาศึกษาดูกันว่า ทรัพยากรพลังงานมีอยู่ที่ไหนกันบ้างในอาเซียน
อาเซียนมีแนวคิดที่จะสร้างเครือข่ายด้านพลังงานในระดับภูมิภาคโดยอาศัยจุดแข็งและศักยภาพของแต่ละประเทศ ด้วยความร่วมมือในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพภายในภูมิภาค และการจัดการด้านความต้องการพลังงานอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ผ่านโครงการด้านต่างๆ ได้แก่
เมื่อพิจารณาประชากรของอาเซียน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และมีศักยภาพในการปลูกพืชพลังงานทดแทน อาทิ อ้อยและมันสำปะหลัง ทำให้ศักยภาพของเชื้อเพลิงชีวภาพมีมาก รวมทั้งที่ตั้งส่วนใหญ่อยู่ในเขตศูนย์สูตร สามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้ ถือว่าอาเซียนมีศักยภาพเรื่องพลังงานทดแทนมาก พลังงานทดแทนจึงถือเป็นทางออกหนึ่งที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน
ด้วยเหตุนี้ อาเซียนจึงมีแผนความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานทดแทน และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% พลังงานทดแทนในปัจจุบันดูเหมือนจะเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ในประเทศไทยเองก็มีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากภาคเอกชนภายใต้ระบบ adder ซึ่งเป็นอัตราคงที่ที่ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนจะได้รับเพิ่มขึ้นจากค่ารับซื้อไฟฟ้าปกติ ทั้งนี้ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นการลงทุน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
ดังนั้น ถ้าเราต้องการให้เกิดความมั่นคงทางพลังงาน เราจะต้องให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนเป็นพิเศษ ภาครัฐจะต้องมีมาตรการสร้างแรงจูงใจ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตไฟฟ้า เพื่อใช้ประโยชน์จากพลังงานทดแทนได้อย่างเต็มที่ และในอนาคต เชื่อได้ว่าธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากภาคเอกชนหรือครัวเรือนก็จะได้รับความนิยมสูงขึ้น เมื่อเราพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้น
พันธ์รบ ราชพงศา
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
ชื่อบทความเดิม “ว่าด้วยความมั่นคงทางพลังงานของอาเซียน”
อาเซียนถือเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร็วมาก ส่งผลให้การบริโภคพลังงานสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เชื่อว่าในปี 2020 สมาชิกของอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ จะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก และมีประชากรรวมกันมากเป็นอันดับ 3 ของโลก อัตราการบริโภคพลังงานของอาเซียนจะสูงขึ้น 4.4% ทุกปี ทำให้การบริโภคพลังงานเพิ่มจาก 375 ล้านตันน้ำมันเทียบเท่า (mtoe) เป็น 1,018 mtoe ในอีก 10 ปีข้างหน้า นั่นคือความท้าทายที่เราจะต้องสำรองพลังงานไว้ใช้ให้เพียงพอกับอนาคตสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
ชื่อบทความเดิม “ว่าด้วยความมั่นคงทางพลังงานของอาเซียน”
ในอาเซียน มีทั้งประเทศที่มีพลังงานเหลือเฟือและประเทศที่ยังขาดแคลนพลังงาน จึงจำเป็นที่จะต้องจัดสรรการใช้พลังงานให้ทั่วถึงทั้งภูมิภาค ขอยกตัวอย่างของพม่าและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีความร่ำรวยในทรัพยากรพลังงาน ประชากรของทั้งสองประเทศรวมกันมากถึง 300 ล้านคน แต่ 1 ใน 3 ของจำนวนนี้ กลับไม่สามารถเข้าถึงพลังงานเหล่านั้นได้ อีกทั้ง ไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ก็มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าได้มากพอที่จะแบ่งปันให้กับประเทศที่ขาดแคลน หากมีการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าภายในภูมิภาคได้สมบูรณ์ จะช่วยลดภาระทางการเงินในการสร้างโรงไฟฟ้าและสายส่งกำลังระหว่างประเทศสมาชิกลงได้บ้าง
ลองมาศึกษาดูกันว่า ทรัพยากรพลังงานมีอยู่ที่ไหนกันบ้างในอาเซียน
- สำหรับก๊าซธรรมชาติมีอยู่ในพม่า อินโดนีเซียและมาเลเซีย
- ถ่านหินก็มีมากในพม่าและอินโดนีเซีย
- ส่วนพลังงานน้ำนั้นก็มีแหล่งผลิตอยู่ในลาวและพม่า
- แหล่งเพาะปลูกปาล์มน้ำมันที่สำคัญของโลกก็อยู่ที่มาเลเซียและอินโดนีเซีย
- ส่วนไทยก็มีเอทานอล
อาเซียนมีแนวคิดที่จะสร้างเครือข่ายด้านพลังงานในระดับภูมิภาคโดยอาศัยจุดแข็งและศักยภาพของแต่ละประเทศ ด้วยความร่วมมือในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพภายในภูมิภาค และการจัดการด้านความต้องการพลังงานอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ผ่านโครงการด้านต่างๆ ได้แก่
- ด้านพลังงานน้ำมัน มีความตกลงอาเซียนว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียม (ASEAN Petroleum Security Agreement: APSA) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการใช้พลังงานในอาเซียนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือในการแบ่งปันปิโตรเลียมในภาวะฉุกเฉิน
- ด้านก๊าซธรรมชาติ มีโครงการเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน (Trans-ASEAN Gas Pipeline: TAGP) เพื่อเป็นแนวทางในการก่อสร้างระบบเครือข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติเชื่อมโยงกันระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงส่งเสริมการค้าก๊าซธรรมชาติอย่างเสรีผ่านระบบเครือข่ายท่อก๊าซระหว่างประเทศสมาชิก ปัจจุบันมีการเชื่อมโยงโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติในอาเซียน 8 โครงการ รวมระยะทาง 2,300 กิโลเมตร และมีแผนการที่จะก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 7 โครงการในอนาคต โดยแหล่งก๊าซนาทูน่าตะวันออกของอินโดนีเซียจะเป็นแหล่งก๊าซหลักที่จะสนับสนุนโครงการท่อส่งก๊าซในอาเซียน
- ด้านพลังงานไฟฟ้า มีโครงการเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) เพื่อส่งเสริมความมั่นคงของการจ่ายไฟฟ้าของภูมิภาคและส่งเสริมให้มีการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าระหว่างประเทศ เพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าโดยรวม ในการดำเนินการตามนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ปัจจุบันมีโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบสายส่งไฟฟ้าที่ก่อสร้างเสร็จและดำเนินการแล้ว 3 โครงการ กำลังก่อสร้างอยู่ 3 โครงการ และกำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาอีก 9 โครงการ
เมื่อพิจารณาประชากรของอาเซียน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และมีศักยภาพในการปลูกพืชพลังงานทดแทน อาทิ อ้อยและมันสำปะหลัง ทำให้ศักยภาพของเชื้อเพลิงชีวภาพมีมาก รวมทั้งที่ตั้งส่วนใหญ่อยู่ในเขตศูนย์สูตร สามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้ ถือว่าอาเซียนมีศักยภาพเรื่องพลังงานทดแทนมาก พลังงานทดแทนจึงถือเป็นทางออกหนึ่งที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน
ด้วยเหตุนี้ อาเซียนจึงมีแผนความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานทดแทน และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% พลังงานทดแทนในปัจจุบันดูเหมือนจะเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ในประเทศไทยเองก็มีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากภาคเอกชนภายใต้ระบบ adder ซึ่งเป็นอัตราคงที่ที่ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนจะได้รับเพิ่มขึ้นจากค่ารับซื้อไฟฟ้าปกติ ทั้งนี้ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นการลงทุน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
ดังนั้น ถ้าเราต้องการให้เกิดความมั่นคงทางพลังงาน เราจะต้องให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนเป็นพิเศษ ภาครัฐจะต้องมีมาตรการสร้างแรงจูงใจ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตไฟฟ้า เพื่อใช้ประโยชน์จากพลังงานทดแทนได้อย่างเต็มที่ และในอนาคต เชื่อได้ว่าธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากภาคเอกชนหรือครัวเรือนก็จะได้รับความนิยมสูงขึ้น เมื่อเราพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้น
AEC…ก้าวหนึ่งที่เข้มข้นของการรวมตัวทางเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community)
AEC…ก้าวหนึ่งที่เข้มข้นของการรวมตัวทางเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community):
อย่างไรก็ดี การกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของอาเซียนได้ก้าวข้ามการเป็น “สหภาพศุลกากร” ไป อาเซียนไม่คิดที่จะเป็นสหภาพศุลกากรด้วยเหตุผลหลายประการ ที่สำคัญอย่างแรกคือความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายและมาตรการทางการค้า แต่ละประเทศในอาเซียนมีความต้องการในการปกป้องอุตสาหกรรมภายในต่อการแข่งขันจากประเทศอื่นนอกอาเซียนที่แตกต่างกันไป
ทำให้การที่จะกำหนดภาษีที่เก็บกับสินค้าเข้าจากประเทศอื่นในอัตราเดียวกันจึงเป็นไปได้ยาก และอีกประการหนึ่ง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 24 ภายใต้ WTO หากอาเซียนจะต้องมีการปรับอัตราภาษีศุลกากรให้ตรงตามกันแล้ว ทุกประเทศอาเซียนจะต้องลดภาษีนำเข้าลงให้เท่ากับสิงคโปร์ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่เปิดเสรีทางการค้าฝ่ายเดียว (Unilateral liberalized country) อยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีความจำเป็นและความต้องการที่จะเป็นสหภาพศุลกากรอาเซียน
ในปี 2558 อาเซียนจะก้าวไปสู่การเป็น AEC ซึ่งเป็นการก้าวข้ามจาก FTA มาเป็น “ตลาดร่วม” โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นตลาดเดียวและฐานการผลิตเดียว เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ถือว่า AEC จะเป็นตลาดร่วมที่ไม่เต็มรูปแบบ เพราะติดที่การเคลื่อนย้ายแรงงาน ทั้งนี้ การเคลื่อนย้ายแรงงานภายใต้ AEC ครอบคลุมถึงแรงงานวิชาชีพบางสาขาเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงผู้ใช้แรงงาน เนื่องจากหลายประเทศเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงและค่าแรง ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้แรงงานภายในประเทศเดือดร้อน
แล้วในอนาคตล่ะ? อาเซียนจะใช้เงินสกุลเดียวกันอย่างในยุโรปได้มั้ย? ผมอยากบอกว่าแค่คิดก็ผิดแล้ว และมั่นใจว่ามันจะไม่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของพวกเรา เหตุผลก็เพราะช่องว่างการพัฒนา (Development gap) ระหว่างอาเซียนด้วยกันเองนับว่ากว้างมาก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการที่จะต้องดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจร่วมกัน
จริงอยู่ที่การใช้เงินสกุลเดียวกันจะทำให้การค้าในภูมิภาคเป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น แต่ผลเสียมีมากกว่าผลดีแน่นอน ยกตัวอย่างวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง เป็นปัจจัยที่ทำให้การส่งออกเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก และเป็นตัวฉุดให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากภาวะซบเซาอย่างรวดเร็ว นี่แหละเป็นผลพวงของความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน
ลองดูกรณีของกรีซครับ ประเทศเจอวิกฤตหนี้เป็นระยะเวลานานถึงเกือบ 5 ปีแล้ว ป่านนี้ยังไม่ฟื้นตัวเลย จะออกจากยูโรโซนก็ลำบาก เพราะจะมีผลกระทบต่อยุโรปอย่างมหาศาล อยู่ต่อไปก็ไม่มีอิสระในการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินยูโรไม่สามารถที่จะอ่อนตัวลงได้มากจนทำให้สินค้าส่งออกของกรีซเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น การส่งออกไม่สามารถเป็นตัวขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจกรีซดีขึ้น ก็เลยต้องอยู่ในภาวะซบเซาที่ยืดเยื้อต่อไป
เพราะฉะนั้น มันไม่จำเป็นหรอกครับที่อาเซียนอย่างเราจะต้องเจริญรอยตามสหภาพยุโรป ผมคิดว่าการรวมตัวของประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้กรอบ AEC ในรูปแบบที่เป็นอยู่น่าจะเพียงพอแล้ว ในระยะ 5 ปี 10 ปีนี้
การจัดลำดับความสำคัญไม่ควรอยู่ที่การเจรจาให้มีการรวมตัวทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นเหนียวแน่นมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกก็คืออาเซียนควรมีความจริงใจต่อกันและกันให้มากกว่านี้
ภาครัฐของทั้ง 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนควรร่วมใจกันกำจัดอุปสรรคทางการค้าแบบแอบแฝงในรูปของมาตรฐานต่างๆ และควรที่จะปรับเปลี่ยนกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับกรอบข้อตกลง เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้บุคคลและภาคธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากการเป็น AEC ให้ได้มากที่สุดและเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน มิฉะนั้นจะถือว่าการเจรจาทางการค้าที่ดำเนินมากว่า 20 ปีก็จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับภูมิภาคอย่างเต็มที่
โดย ดร. วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
ทฤษฎีการรวมตัวทางเศรษฐกิจได้จำแนกรูปแบบการรวมตัวทางเศรษฐกิจเป็น 5 รูปแบบด้วยกันสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
- ระดับเริ่มต้นคือ ข้อตกลงสิทธิพิเศษทางภาษี (Preferential tariff arrangement หรือ PTA) ซึ่งหมายถึงการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันเอง สินค้าใดๆก็ตามที่นำเข้าจากประเทศที่มี PTA ร่วมกัน จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าสินค้าเข้าที่มาจากประเทศอื่นที่ไม่เป็นสมาชิก
- ขั้นต่อไปของการรวมตัวทางเศรษฐกิจก็คือ ข้อตกลงการค้าเสรี (Free trade arrangement หรือ FTA) ที่เราคุ้นกันอยู่ นั่นหมายความว่าภาษีศุลกากรระหว่างประเทศในกลุ่มถูกกำจัดลง ฉะนั้นการไหลเข้าออกของสินค้าและบริการจะเป็นไปได้โดยเสรี
- สหภาพศุลกากร (Customs union) ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการรวมตัว ซึ่งมีเงื่อนไขเพิ่มขึ้นจาก FTA คือ ประเทศสมาชิกกำหนดให้ใช้ภาษีศุลกากรในอัตราเดียวกัน สำหรับสินค้าเข้าที่มาจากประเทศที่ไม่อยู่ในสหภาพศุลกากร
- รูปแบบการรวมตัวที่เราน่าจะทำความคุ้นเคยให้มากขึ้นก็คือ ตลาดร่วม (Common market) ซึ่งนอกจากจะครอบคลุมถึงการเปิดเสรีการค้าสินค้าและบริการแล้ว ยังครอบคลุมถึงปัจจัยการผลิตด้วย นั่นหมายความว่า ภายในตลาดร่วมนั้น การไหลเข้าออกของทุนและการเคลื่อนย้ายแรงงานจะเป็นไปอย่างเสรีนั่นเอง
- การรวมตัวทางเศรษฐกิจที่ถือว่าแน่นแฟ้นที่สุดคือ สหภาพเศรษฐกิจ (Economic union) ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจคล้ายๆกับว่าเป็นประเทศเดียวกัน มีการกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่สอดคล้องร่วมกัน อย่างที่เห็นจากสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้ 17 ประเทศในยูโรโซนมีการรวมตัวที่เข้มข้นขึ้นไปอีก เพราะใช้เงินยูโรเป็นเงินสกุลเดียวกัน
อย่างไรก็ดี การกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของอาเซียนได้ก้าวข้ามการเป็น “สหภาพศุลกากร” ไป อาเซียนไม่คิดที่จะเป็นสหภาพศุลกากรด้วยเหตุผลหลายประการ ที่สำคัญอย่างแรกคือความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายและมาตรการทางการค้า แต่ละประเทศในอาเซียนมีความต้องการในการปกป้องอุตสาหกรรมภายในต่อการแข่งขันจากประเทศอื่นนอกอาเซียนที่แตกต่างกันไป
ทำให้การที่จะกำหนดภาษีที่เก็บกับสินค้าเข้าจากประเทศอื่นในอัตราเดียวกันจึงเป็นไปได้ยาก และอีกประการหนึ่ง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 24 ภายใต้ WTO หากอาเซียนจะต้องมีการปรับอัตราภาษีศุลกากรให้ตรงตามกันแล้ว ทุกประเทศอาเซียนจะต้องลดภาษีนำเข้าลงให้เท่ากับสิงคโปร์ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่เปิดเสรีทางการค้าฝ่ายเดียว (Unilateral liberalized country) อยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีความจำเป็นและความต้องการที่จะเป็นสหภาพศุลกากรอาเซียน
ในปี 2558 อาเซียนจะก้าวไปสู่การเป็น AEC ซึ่งเป็นการก้าวข้ามจาก FTA มาเป็น “ตลาดร่วม” โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นตลาดเดียวและฐานการผลิตเดียว เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ถือว่า AEC จะเป็นตลาดร่วมที่ไม่เต็มรูปแบบ เพราะติดที่การเคลื่อนย้ายแรงงาน ทั้งนี้ การเคลื่อนย้ายแรงงานภายใต้ AEC ครอบคลุมถึงแรงงานวิชาชีพบางสาขาเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงผู้ใช้แรงงาน เนื่องจากหลายประเทศเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงและค่าแรง ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้แรงงานภายในประเทศเดือดร้อน
แล้วในอนาคตล่ะ? อาเซียนจะใช้เงินสกุลเดียวกันอย่างในยุโรปได้มั้ย? ผมอยากบอกว่าแค่คิดก็ผิดแล้ว และมั่นใจว่ามันจะไม่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของพวกเรา เหตุผลก็เพราะช่องว่างการพัฒนา (Development gap) ระหว่างอาเซียนด้วยกันเองนับว่ากว้างมาก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการที่จะต้องดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจร่วมกัน
จริงอยู่ที่การใช้เงินสกุลเดียวกันจะทำให้การค้าในภูมิภาคเป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น แต่ผลเสียมีมากกว่าผลดีแน่นอน ยกตัวอย่างวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง เป็นปัจจัยที่ทำให้การส่งออกเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก และเป็นตัวฉุดให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากภาวะซบเซาอย่างรวดเร็ว นี่แหละเป็นผลพวงของความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน
ลองดูกรณีของกรีซครับ ประเทศเจอวิกฤตหนี้เป็นระยะเวลานานถึงเกือบ 5 ปีแล้ว ป่านนี้ยังไม่ฟื้นตัวเลย จะออกจากยูโรโซนก็ลำบาก เพราะจะมีผลกระทบต่อยุโรปอย่างมหาศาล อยู่ต่อไปก็ไม่มีอิสระในการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินยูโรไม่สามารถที่จะอ่อนตัวลงได้มากจนทำให้สินค้าส่งออกของกรีซเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น การส่งออกไม่สามารถเป็นตัวขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจกรีซดีขึ้น ก็เลยต้องอยู่ในภาวะซบเซาที่ยืดเยื้อต่อไป
เพราะฉะนั้น มันไม่จำเป็นหรอกครับที่อาเซียนอย่างเราจะต้องเจริญรอยตามสหภาพยุโรป ผมคิดว่าการรวมตัวของประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้กรอบ AEC ในรูปแบบที่เป็นอยู่น่าจะเพียงพอแล้ว ในระยะ 5 ปี 10 ปีนี้
การจัดลำดับความสำคัญไม่ควรอยู่ที่การเจรจาให้มีการรวมตัวทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นเหนียวแน่นมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกก็คืออาเซียนควรมีความจริงใจต่อกันและกันให้มากกว่านี้
ภาครัฐของทั้ง 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนควรร่วมใจกันกำจัดอุปสรรคทางการค้าแบบแอบแฝงในรูปของมาตรฐานต่างๆ และควรที่จะปรับเปลี่ยนกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับกรอบข้อตกลง เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้บุคคลและภาคธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากการเป็น AEC ให้ได้มากที่สุดและเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน มิฉะนั้นจะถือว่าการเจรจาทางการค้าที่ดำเนินมากว่า 20 ปีก็จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับภูมิภาคอย่างเต็มที่
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)