แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การค้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การค้า แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การค้าแบบ “Hubs-Spokes” กับความ (อ) ยุติธรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแม่โขง

การค้าแบบ “Hubs-Spokes” กับความ (อ) ยุติธรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแม่โขง:
โดย สรินณา อารีธรรมศิริกุล

นักวิจัยอิสระ สหรัฐอเมริกา
ในปี 2011 ผู้เขียนมีโอกาสได้ร่วมงานกับ KEPA (หน่วยงานที่เป็นตัวแทนองค์กรภาคประชาชนจากประเทศฟินแลนด์) และผลิตบทความชื่อว่า Hubs and Spokes: Emerging Patterns of Intra-Mekong Trade and Investment (2012) ซึ่งได้ถูกนำไปเสนอในงานประชุม ASEAN Grassroots People’s Assembly (AGPA) ที่ประเทศกัมพูชาเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา
คงไม่แปลกถ้าหลายคนเพิ่งเคยได้ยินงานประชุมนี้เป็นครั้งแรก แต่ถ้าพูดถึงงานประชุมองค์กรภาคประชาชนที่เรียกว่า ASEAN Civil Society Conference/ASEAN People’s Forum (ACSC/APF) อาจจะพอคุ้นๆ กันบ้าง
การประชุม ACSC/APF จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซียในปี 2005 โดยเป็นการรวมตัวกันขององค์กรภาคประชาชนกว่าร้อยองค์กรตั้งแต่องค์กรที่รณรงค์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ผู้หญิง เด็ก ผู้พิการ แรงงาน ชนกลุ่มน้อย ไปจนถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม และมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่าพันคน โดยการประชุมจะพูดคุยปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศอาเซียนและหาข้อสรุปเพื่อนำไปเสนอโดยตรงกับกลุ่มผู้นำประเทศอาเซียน

ACSC ASEAN Civil Society Conference ภาพจาก acscapf2012
ส่วนการประชุม AGPA นั้นเสมือนเป็นงานประชุมพี่น้องกันกับ ACSC/APF ที่เพิ่งจัดเป็นครั้งแรก โดยนักเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศกัมพูชาได้จัดตั้งองค์ประชุมนี้ขึ้น เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องผลกระทบอีกด้านหนึ่งของการพัฒนาทางเศรษฐกิจการค้าการลงทุนที่เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชาและประเทศอื่นๆ ในอาเซียน และประเด็นที่เกี่ยวเนื่องเช่นเรื่องที่ดินทำกิน แรงงาน สิทธิเสรีภาพ และความมั่นคงด้านอาหาร โดยตามธรรมเนียมแล้ว การประชุมของภาคประชาชนจะถูกจัดขึ้นก่อนหน้าการประชุมสุดยอดอาเซียน ส่วนหลังการประชุมสุดยอดฯจะเป็นการจัดประชุมระหว่างอาเซียนกับภาคีประเทศและการประชุม East Asia Summit (EAS)
น่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่มีโอกาสได้ไปร่วมงานประชุมด้วย เพราะน่าจะได้ประโยชน์มากมายจากการเข้าร่วม workshops ในหลายๆ หัวเรื่อง และคงได้ประสบการณ์ตรงที่ฝ่ายรัฐได้เข้ามาแทรกแซงข่มขู่การจัดงานประชุมของภาคประชาชนซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในประเทศกัมพูชา วันแรกของการเปิดประชุม เจ้าของสถานที่ถูกข่มขู่จากฝ่ายรัฐ ทำให้ต้องหยุดขายน้ำ ขายอาหาร และตัดไฟ แต่นั้นก็ไม่สามารถปิดปากประชาชนในการถกเถียงปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากนโยบายทางเศรษฐกิจได้ แม้จะถูกกดดันและข่มขู่ตลอดงาน แต่การประชุมก็ยังถูกจัดขึ้นต่อไป รวมทั้งการประชุม ACSC/APF ก็ถูกข่มขู่คุกคามจากฝ่ายรัฐเช่นกัน
บทความนี้ ผู้เขียนจึงขอเสนอสิ่งที่ฝ่ายรัฐไม่ค่อยอยากได้ยินเท่าไร คือผลกระทบด้านลบของการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ขาดสำนึกถึงหลักสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกัน และความยุติธรรมที่ควรมีให้กับประชาชน

การค้าแบบ Hubs-Spokes ในภูมิภาคแม่โขง คืออะไร

ให้เราลองนึกถึงภาพแผนที่เส้นทางการบินแบบที่เราเคยเห็นในแมกกาซีนบนเครื่องบิน จะมีลักษณะเป็นคู่ๆ คือเส้นลากจากศูนย์กลาง (hub) ไปยังสถานีย่อยต่างๆ เรียกว่า spokes ลักษณะเช่นนี้สามารถนำมาอธิบายรูปแบบทางการค้าได้เช่นกัน ที่เห็นชัดที่สุดในช่วงยี่สิบปีก่อนคือความสัมพันธ์ทางการค้าและความมั่นคงของอเมริกากับประเทศอื่นๆ ที่เป็นลักษณะทวิภาคี อเมริกาเป็น hub และประเทศอื่นเป็น spokes
ส่วนในสมัยนี้น่าจะเห็นชัดจากการค้าระหว่างจีนกับประเทศอื่นๆ ถ้าเจาะลงไปในระดับภูมิภาคเช่นในลุ่มแม่น้ำโขง การค้าระหว่างจีน (เปรียบเสมือน hub – ศูนย์กลาง) กับประเทศแม่โขงอื่นๆ ที่ยังมีเศรษฐกิจล้าหลังกว่าเช่นลาว พม่า กัมพูชา (เปรียบเสมือน spokes – แหล่งวัตถุดิบขนส่งไปยัง hub)
สินค้าส่งออกของประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกใช้เป็นวัตถุดิบเพื่ออุปโภคบริโภคในจีนและใช้ผลิตเป็นสินค้าเพื่อส่งออก แรงงานและที่ดินราคาถูกในประเทศแม่โขงถูกใช้ผลิตสินค้าเกษตรกรรมเพื่อเป็นวัตถุดิบส่งไปแปรรูปในจีน และการลงทุนสร้างเขื่อนในพม่าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าส่งออกไปจีนเป็นต้น
แม้ว่ารัฐบาลจากประเทศเหล่านี้จะได้รายได้จากการผลิตสินค้าข้างต้น แต่ผลกระทบที่ตามมาคือการทำลายสิ่งแวดล้อม ประชาชนถูกไล่ที่ดินทำกิน และการรุกรานวิถีชีวิตชาวบ้านเป็นต้น นี่ไม่ใช่ปัญหาที่คาดไม่ถึงหรือไม่เกิดในภูมิภาคอื่น แต่ปัญหาสำคัญคือผลกระทบด้านลบเหล่านั้นถูกละเลยละเมิดเมินเฉยโดยรัฐ ปล่อยให้ประชาชนตกเป็นผู้ถูกกระทำ โดยไม่ได้รับค่าชดเชยและประโยชน์จากนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและการเปิดเสรีการค้าอย่างเป็นธรรม
ทีนี้ ลองนึกภาพข้างบนระหว่างประเทศไทยและลาวในกรณีเขื่อนไซยบุรี ระหว่างประเทศเวียดนามและลาวในกรณีการค้าไม้เพื่อผลิตเฟอร์นิเจอร์ และระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในกรณีการปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลเป็นต้น หมายความว่า ความสัมพันธ์ทางการค้าแบบ hub-spokes นั้นไม่ใช่เกิดขึ้นระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างในกรณีประเทศอเมริกากับประเทศอื่น (เป็นประเด็นที่เรียกว่า North-South) เท่านั้น แต่เกิดขึ้นระหว่างประเทศที่กำลังพัฒนาด้วยกันเองคือ South-South ด้วย และไม่ใช่เกิดขึ้นระหว่างจีนกับประเทศอื่นที่เราเคยทราบเท่านั้น แต่ประเทศไทยและเวียดนามก็กำลังเล่นบทเป็น hub ที่ได้รับประโยชน์จากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบราคาถูก ขณะที่กัมพูชาและลาว ก็กำลังเล่นบท spokes ที่แบกรับภาระและผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น การค้าแบบ hub-spokes มีนัยยะของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดย hub ดูจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์มากกว่า spokes

ASEAN Civil Society Conference ACSC ภาพจาก acscapf2012

กรณีตัวอย่าง: เขื่อน ไม้ และน้ำตาล

เขื่อนในลาว: เราคงเคยได้ยินกรณีการสร้างเขื่อนไซยบุรีในลาวที่บริษัทในไทยเป็นผู้ลงทุนใหญ่ วัตถุประสงค์คือเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าราคาถูกส่งขายให้ไทย ผลดีคือรัฐบาลลาวจะมีรายได้เพิ่ม คนไทยจะมีไฟฟ้าราคาถูกใช้ แต่การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่กั้นทางน้ำไหลของแม่น้ำโขงจะสร้างความเสียหายทางด้านสิ่งแวดล้อม เช่น กั้นการอพยพเดินทางของปลาและสัตว์น้ำในแม่น้ำโขง และก่อให้เกิดการขาดแคลนน้ำในประเทศแม่โขงตอนล่างซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรมและการเป็นอยู่ของประชาชนเป็นต้น
โดยระดับน้ำในแม่โขงเคยลดลงอย่างน่าเป็นห่วงทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดจากการสร้างเขื่อนหลายแห่งกั้นแม่น้ำโขงตอนบนในประเทศจีน การสร้างเขื่อนไซยบุรีจึงคาดว่าจะทำให้เกิดผลกระทบมหันต์กับคนประชาชนในลุ่มแม่น้ำโขงที่พึ่งพิ่งอาศัยแม่น้ำสายนี้เพื่อดำรงชีวิต
ไม้ในลาว: เวียดนามมีนโยบายสงวนป่าไม้ธรรมชาติและปลูกป่าทดแทน ขณะที่เวียดนามก็เป็นหนึ่งในประเทศ ที่ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไม้มากที่สุดในโลก เวียดนามได้ไม้จากที่ไหนเพื่อผลิตสินค้าส่งออก คำตอบคือจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศลาวที่กำลังเป็นแหล่งส่งออกวัตถุดิบไม้ขนาดใหญ่ไปเวียดนาม
โดยองค์กรที่มีชื่อว่า The Environmental Investigation Agency (EIA) ได้เข้าไปทำการสืบสวนพบว่า ไม้ที่ส่งไปเวียดนามส่วนใหญ่ผิดกฎหมาย (รัฐบาลเวียดนามยังคงปฎิเสธว่าการนำเข้าไม้จากลาวไม่ผิดกฎหมาย) ที่เป็นตลกร้ายคือ แม้ลาวจะมีไม้ส่งออกให้เวียดนามมากมาย แต่อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในลาวเองกลับประสบปัญหาขาดแคนวัตถุดิบ[5]
ฉะนั้น การตัดไม้ของลาวนั้นไม่ได้ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในประเทศแต่อย่างใด อ้อยน้ำตาลในกัมพูชา: บริษัทน้ำตาลจากประเทศไทยเข้าไปลงทุนปลูกอ้อยในประเทศกัมพูชาเพราะต้นทุนต่ำกว่าและส่งอ้อยกลับมาผลิตน้ำตาลที่ใช้บริโภคในประเทศไทย ล่าสุดได้เปิดโรงงานผลิตน้ำตาลที่กัมพูชาเพื่อใช้สิทธิพิเศษทางการค้าที่กัมพูชาได้จากอียูเพื่อส่งน้ำตาลไปขายในตลาดยุโรป ปัญหาคือเกิดการรุกไล่ข่มขู่ชาวบ้านให้ออกจากที่ดินที่เคยอยู่กินมาหลายชั่วคน ทำให้ชาวบ้านไม่มีทางเลือกถูกยึดที่และบังคับให้กลายเป็นแรงงานปลูกอ้อย สมาชิกสภาอียูที่เดินทางไปสืบสวนกรณีน้ำตาลในกัมพูชาเรียกน้ำตาลส่งออกจากกัมพูชาว่าเป็น Blood Sugar
ปัญหาการไล่ที่ในกัมพูชาเพื่อฮุบที่ดิน(ไม่ใช่แค่ในกรณีน้ำตาล)กลายเป็นปัญหาที่เรื้อรังในเศรษฐกิจและสังคมกัมพูชา แน่นอนว่าการเปิดการค้าเสรีย่อมมีคนได้มีคนเสีย แต่ส่วนใหญ่แล้วเราจะได้ยินแต่ด้านบวกของการพัฒนาเศรษฐกิจและการเปิดการค้าเสรีในอาเซียน การมองเชิงบวกวาดภาพความสำเร็จของการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2015 นั้นดีแน่นอน แต่ถ้ารัฐบาลของประเทศอาเซียนมองข้ามปัญหาระดับรากหญ้าที่กำลังเกิดขึ้นจากการค้าที่ไม่เป็นธรรมแล้วก็เปรียบเสมือนกับระเบิดเวลา
อาเซียนคงไม่มีทางไปไกลได้ดั่งฝัน เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจจำเป็นต้องสร้างขึ้นบนพื้นฐานความเท่าเทียมกันด้านโอกาสและความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ (Economic Justice) ในระดับประเทศและระหว่างประเทศสมาชิกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อนาคตอาเซียน 2015: ความตระหนักรู้ สิทธิมนุษยชน และการค้า

อนาคตอาเซียน 2015: ความตระหนักรู้ สิทธิมนุษยชน และการค้า:
จากงานเสวนาทางวิชาการ “ประชาคมอาเซียน 2015: ภาพในมายาคติกับความเป็นจริง” จัดโดยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Siam Intelligence Unit (SIU) เมื่อวันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม 2555 ณ อาคารพินิตประชานาถ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อภิปรายประเด็น “ชีวิตหลังประชาคมอาเซียน 2015: แนวโน้มที่จะเกิดขึ้น”

รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์

รองศาสตราจารย์ ดร. ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ

หัวข้อ “มายาคติกับความจริง” อีก 3 ปีที่เขาตั้งความหวังไว้เป็นทั้ง 2 อย่าง คือมายาคติและความจริงไปด้วย ซึ่งสัดส่วนก็อยู่ที่ว่าจะเป็นฝ่ายใดมากกว่า สิ่งที่ผมสนใจคือ การมีส่วนร่วม ผมศึกษามา 20 ปี ตั้งแต่ก่อตั้งใหม่ๆ เริ่มมี AFTA หลังจาก 20 ปีนั้น คนเริ่มเข้าถึง จริงๆ ตอนนี้ ASEAN hot มาก ทุกสัปดาห์จะมีงานสัมมนาเรื่องอาเซียนตลอด
ที่ผมสังเกตเห็น เป็นเพราะมันเกิดจากความกลัว คือกลัวว่าจะปรับตัวไม่ทัน กลัวไทยจะแข่งขันสู้ไม่ได้ การมีเวทีสัมมนาทำให้เกิดการปรับตัวไปด้วย ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนมีสัมมนาไม่เท่าไทย ขณะที่สิงคโปร์นี่ตระหนักสูง อินโดนีเซียกลางๆ ส่วนลาว กัมพูชา ยังไม่มากนัก
อีกเรื่องคือโอกาสด้วย ว่าเราจะทำอะไรกันได้บ้าง มันไม่ได้มีการประสานกันมากนัก และพยายามตระหนักให้มีองค์ความรู้ในด้านนี้ อาเซียนเริ่มเป็นคำศัพท์ที่ติดตลาด ซึ่งต่อไปควรทำพร้อมหน้ากัน ถึงจะปูความเป็นอาเซียนได้ดีมากขึ้น
ตอนนี้ เรามีความเป็นประชาคมไประดับหนึ่ง คือไม่ต้องใช้วีซ่าในบางประเทศเคลื่อนย้ายสะดวก ความเป็นประชาคม เรื่องของส่วนประกอบในด้านโลจิสติกส์ การสื่อสาร โทรคมนาคมยังน้อยมาก โทรศัพท์คุยกันยังมีราคาที่แพงอยู่มาก การเชื่อมต่อกันแบบ 3G ก็ยังน้อย ไม่เหมือนอเมริกาหรือยุโรปที่ต่อได้อัตโนมัติ ของเราก็ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่
เที่ยวบินไปหากันยังมีความถี่ของเที่ยวบินน้อย การรวมตัวกันในด้านพื้นฐาน ด้านคมนาคม ความเป็นประชาคมในด้านนี้ยังน้อย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นประชาคม คนอินโดนีเซีย คนไทย คนพม่า หน้าคล้ายคลึงกัน แต่สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ยุโรปก็สื่อสารไม่รู้เรื่องเช่นกัน แต่สื่อสารกันได้มากกว่าในอาเซียน
อาเซียนยังทำได้ไม่ไกลนัก ยังมีช่องว่างระหว่างกันอยู่เยอะ ถ้าเขายอมเสียอธิปไตยเพื่อส่วนรวมได้มากเท่าไหร่ ก็เป็นประชาคมได้มากเท่านั้น ในหมู่สมาชิกอาเซียนมีทั้งสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างบรูไน มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างอินโดนีเซีย ถามว่ากัมพูชามีเลือกตั้งไหม มี เป็นเผด็จการไหม เป็น เป็นประชาธิปไตยไหม เป็น ก็เป็นได้ทุกอย่าง เหมือนสิงคโปร์ก็เช่นกัน เวียดนามก็มีคนกลุ่มเล็กๆ มากำหนดชะตาวิถีชีวิตของประเทศ
วิธีที่จะวัดวิธีหนึ่งของอาเซียนคือ จะมีใครยอมส่วนตัวเพื่อส่วนรวมบ้าง ปัญหาเดิมๆ อย่างปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องใหญ่ของอาเซียน การที่อินโดนีเซียเข้ามาไกล่เกลี่ยแบบเต็มรูปแบบไม่ได้ ยิ่งทำให้อาเซียนดูมีปัญหาขึ้นมาละ เราต้องสังเกตว่าเขาพึ่งใคร ถ้าพึ่งข้างนอกอาเซียนเยอะ แปลว่าความเป็นประชาคมของอาเซียนยังมีไม่มาก ขณะที่มาเลเซียกับอินโดนีเซีย หรือมาเลเซียกับสิงคโปร์ ก็ยังมีปัญหาเก่าๆ เดิมๆ ฯลฯ
ตอนนี้ปัญหาใหญ่ของอาเซียนคือ ฟิลิปปินส์กับจีนขัดแย้งกัน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และลาว ไทย กัมพูชา พม่า จะมีมุมมองต่อจีนที่แตกต่างกัน ในเชิงวิชาการมีแนวทฤษฎีในการวิเคราะห์ที่กำลังมาแรงคือ “ภูมิภาคนิยม”
กล่าวคือมันสร้างกันได้ “Construction” มันเป็นองค์กร เป็นหน่วยศึกษา เป็นเวที เป็นภูมิภาคที่สร้างขึ้นมาได้และกำลังก่อสร้างกันอยู่ อีก 3 ปีข้างหน้า อาจประมาณ 40% เมื่อถึงเวลานั้น จะมีการแถลงการณ์อีกชื่อหนึ่ง และกำหนดให้อีก 3-5 ปีข้างหน้าก็จะทำได้อีกระดับหนึ่ง ไม่เคยทำได้ 100% แต่ตอนนี้ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเหมือนกัน

ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เดิม เป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และได้มีโอกาสทำเรื่องสิทธิมนุษยชนตลอด 3 ปีที่ผ่านมา และเรื่องผลกระทบของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เรากำลังจะพัฒนาและศึกษาปัญหาผลกระทบเชิงสังคมจะมีอะไรบ้าง
เรื่องสิทธิมนุษยชน ฟิลิปปินส์กับอินโดนีเซียฟิตกว่าใครในอาเซียน อินโดนีเซียเป็นประเทศแรกที่ตั้งหน่วยงานเรื่องสิทธิมนุษยชนขึ้นมา กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนอาเซียน คนพวกนี้เป็นตัวแทนของรัฐ ทำในนามรัฐ เชื่อมโยงกับอาเซียน ในแง่ของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นสิ่งที่ UN เสนอว่าทุกประเทศควรจะมี
ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอีสต์ติมอร์ที่ไม่ใช่อาเซียน ก็มีหน่วยงานนี้ พอพม่าตั้งขึ้นบ้าง ทุกคนก็ตกใจหมดเลย เพราะคิดว่ากัมพูชาจะตั้งก่อน การพลิกตัวของพม่าด้านสิทธิมนุษยชน มีผลมากต่อภาพของพม่าในด้านนี้ด้วย ปีหน้าคาดว่า เวียดนาม กัมพูชา จะตั้งเหมือนกัน ส่วนลาว สิงคโปร์ และมาเลเซีย ยังไม่เห็นแนวโน้มว่าจะตั้งหน่วยงานนี้ชัดเจนนัก
สำหรับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนก่อตั้ง ASEAN Charter ปีนี้กำลังจะทำอะไร ต้องส่งการบ้าน ASEAN Declaration for Human Rights ตอนนี้ก็พยายามมาก และไทยทำได้ดีมากที่สุด
ในเรื่องสิทธิมนุษยชน มีกลไก 2 ชุดคือ กลไกรัฐประกอบด้วย 10 ประเทศ และกลไกระดับชาติ เป็นระดับเครือข่าย หลายประเทศไม่ได้ตั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพราะเห็นว่ากีดขวางการทำงานของรัฐบาล แต่เพื่อพม่าตั้ง หลายประเทศก็เริ่มคิดเรื่องนี้มากขึ้น มีทั้งในระดับภูมิภาคและระดับรัฐ 2 ชุดนี้เขาจะแบ่งกันทำงานอย่างไร ประเด็นคือ ต้องชัดเจนว่าเรื่องใดภายในชาติก็อยู่ในระดับชาติ แต่ถ้าเป็นเรื่อง cross border ก็ให้เป็นเรื่องระดับภูมิภาค
ปฏิญญาสิทธิมนุษยชนที่จะนำมาพูดถึงกันในปลายปีนี้คือ
  1. ต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานสากล
  2. ไม่อ้างความเป็นอาเซียน
อีกประเด็นคือ ในแต่ละชาติ ถ้าไม่สามารถดูแลสิทธิในประเทศตนได้ก็จะมีศาลภูมิภาคขึ้น สิ่งที่ตามมานอกเหนือจากความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เราต้องก้าวผ่านให้ได้ เช่น เรื่องฟุตบอลยูโร คลื่นความถี่ เราจะมีกฎเกณฑ์ดูแลฟุตบอลได้หรือเปล่า ก็ต้องนำมาพิจารณากัน
ประเด็นการเคลื่อนย้ายคนและคนข้ามชาติ ที่มีปัญหาสิทธิพลเมือง สิทธิมนุษยชน เช่น โรฮิงยา ฯลฯ พม่าบอกว่าไม่ใช่คนของฉัน การแก้ปัญหาโรฮิงยา เราตกลงแก้ปัญหาในระดับภูมิภาค ประเด็นพวกนี้เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนที่จะมาดูแลมากขึ้น ส่วนปีหน้าจะดูเรื่อง
  1. การย้ายถิ่น การเคลื่อนตัวของคน
  2. Human Trafficking
  3. Human Rights
ตั้งแต่มีปฏิญญาเรื่องการพัฒนาในปี 1986 การพัฒนาเศรษฐกิจก็ส่งผลกระทบต่อสังคม ซึ่งก็มีการมองว่าการพัฒนาต้องดูเรื่องผลกระทบต่อสังคมด้วย ปี 2006 เริ่มดูเรื่องธุรกิจข้ามชาติมากขึ้น ซึ่งตามหลักการแล้ว รัฐมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบคือ ต้องเคารพและไม่ละเมิดสิทธิประชาชน ต้องคุ้มครองสิทธิไม่ให้ผู้ใดละเมิด ต้องตอบสนองสิทธิขั้นพื้นฐาน ต้องมีหน้าที่ตามกำหนดกฎเกณฑ์ที่วางไว้ หลักการก็คือ ต้อง Protect, Respect และ Fulfill
หลัง Kofi Annan สั่งทำงานวิจัยนี้ และมีการศึกษาดูเรื่องผลกระทบของธุรกิจข้ามชาติ ถ้ามีการละเมิดข้ามชาติ เราจะทำอย่างไร เช่น มีโรงงานน้ำตาลที่กัมพูชา มี NGOs ไปฟ้องศาล เขาาก็มาหากรรมการสิทธิ ซึ่งถ้าอยู่ในแผ่นดินไทยแล้วถ้ามีปัญหา ส่วนใหญ่อยู่ในระบบข้ามชาติ ก็ต้องนำมาพิจารณากัน ปัญหาแรงงานยังใช้ไม่ได้เลย รัฐต้องทำความเข้าใจเพื่อผลักดันประเด็นที่เราต้องดูแลด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นข้ามชาติหรือด้านเศรษฐกิจ

คุณศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ก.พาณิชย์

คุณศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

กรมนี้อยู่ในกระทรวงพาณิชย์ ถ้าท่านรู้จัก USTR ท่านก็จะพบว่ามันมีลักษณะเหมือนกัน คล้ายกันมาก แต่สถานะไม่เท่ากัน มีแต่ระดับอธิบดี เราเปลี่ยนจากชื่อเดิมหลังเข้าเป็นสมาชิก GATT กรมเดิมคือ เศรษฐกิจการพาณิชย์ ซึ่งเป็น Think Tank ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ดูเรื่องกติกาต่างๆ ฯลฯ
ปี 1982 เราเข้าเป็นสมาชิก GATT หัวใจของเรื่องคือลดภาษี แลกเปลี่ยนกัน มีการดูเรื่องสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม ฯลฯ มีการเจรจาเพิ่มเติมในรอบอุรุกวัย แต่หลัง WTO เกิดขึ้น กติกาครอบคลุมนอกเหนือสินค้า คือด้านบริการและทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิของประเทศที่ผู้ประกอบการจะทำโลจิสติกส์ การบริการต่างๆ ทำให้การค้าใกล้ชิดกับบริการมากกว่าเดิม
มีเรื่อง Trade & Human Rights, Trade & innovation และ Trade & Gender ที่กำลังเข้ามาเกี่ยวพัน เราก็ขยายภารกิจออกไปกว้างมาก เป็น Comprehensive Framework มากขึ้น มันเป็น Rights & Obligation เราต้องทำงานโดยยึดตามกติกา WTO เป็นหลัก ถ้าดู ASEAN หรือ AEC กรมเจรจาของเราก็มีหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง ในเสาเศรษฐกิจ AEC มีความตกลง 3 ฉบับ รวมกันเป็น Comprehensive FTA นั่นเอง
ในปัจจุบัน WTO มีกติการะหว่างประเทศ ไม่มีเรื่องการลงทุน มีแต่ Trade Related เพราะ Doha Round ของ WTO ไม่คืบหน้า ทำให้กติกาหยุดชะงัก มีช่องว่าง ประโยชน์ของ WTO คือการเจรจาร่วมกันในระดับโลก ประโยชน์ที่ได้ก็ออกมาเป็น Implement เป็นแผนของทั้งโลก จีนเข้ามาหลังอินเดีย บราซิล หลังประเทศยักษ์ใหญ่พัฒนา
ส่วนหัวใจของเรื่องคือความสมดุลระหว่างประเทศเล็ก ประเทศใหญ่ ตามสมดุลของ concern ประเทศทั่วโลก โดย position ของประเทศใหญ่เป็นไปตามภาวะสถานะเศรษฐกิจของประเทศเขา ไทยก็ถูกยกเลิก Export Duty แต่ถ้าจะประนีประนอมก็ freeze ไว้ แต่ไม่เพิ่ม
ในอาเซียนการสร้าง AEC วัตถุประสงค์คือให้มีการสร้างการรวมตัวทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นไปตามเทรนด์ของโลก ไทยต้องเป็นไปตามขบวนรถไฟนี้ ไทยใช้ FTA ในการสร้างแต้มต่อการแข่งขันนี้ เขาเรียก FTA เป็น Market Access Tool ส่วนกรมเจรจาทำหน้าที่เป็น Market Access Driver ความสำเร็จของเราด้านเศรษฐกิจ คือการลดด้านภาษีศุลกากร
การลงทุนของต่างชาติเราเชื่อมโยงกันมากขึ้น แต่เราไม่ได้เป็น Single  Market ซึ่ง FTA ถือเป็น Plus จาก WTO ที่รัฐบาลตกลงกัน ส่วนอาเซียน มีการยอมรับกติกาในบางประเทศอย่างหลวมๆ กรมเจรจาเป็นผู้แก้ไข ปัญหาของเราคือ เราไม่สามารถอธิบายให้หน่วยงานต่างๆ เข้าใจได้ว่า สิทธิของเรา หน้าที่ของเรามีแค่ไหน จึงทำให้เรายังแก้ไขกันอย่างไม่รอบด้านเพียงพอ เทรนด์ตอนนี้ก็ถือว่าการรวมตัวทางเศรษฐกิจทำให้ต่างประเทศมีสิทธิมากขึ้น

หนทางขยายการค้าในอาเซียน: การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self-Certification)

หนทางขยายการค้าในอาเซียน: การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self-Certification):
(ชื่อบทความเดิม Self-Certification….หนทางขยายการค้าอาเซียน)
ดร. วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
ในช่วง 30 ปีหลังจากที่มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area-AFTA) โดยภาพรวมแล้ว มีผลให้มูลค่าการค้าในภูมิภาคขยายตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก สำหรับประเทศไทยเองนั้น มูลค่าการส่งออกไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นขยายตัวมากกว่า 8 เท่า และได้ดุลการค้ามาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา
อานิสงส์จาก AFTA อีกประการหนึ่งก็คือ ไทยมีการกระจายตลาดการส่งออกที่ดีขึ้น ตลาดสหรัฐ อียู และญี่ปุ่น มีความสำคัญลดลง สัดส่วนการส่งออกไปยังแต่ละตลาดเหล่านี้อยู่ที่ประมาณ 10-11% เท่านั้นในปีที่ผ่านมา ในขณะที่ตลาดอาเซียนมีความสำคัญมากขึ้น สัดส่วนการส่งออกไปอาเซียนเท่ากับ 13.8% ในปี 2535 ตัวเลขดังกล่าวสูงถึง 23.7% ในปี 2554

สำหรับภายในตลาดอาเซียนเอง ก็มีการกระจายตลาดส่งออกมากขึ้น แต่ก่อนสินค้าส่วนใหญ่ถูกส่งไปที่สิงคโปร์เป็นหลัก แต่ปัจจุบัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ได้ทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆในฐานะตลาดส่งออกของไทย
อย่างไรก็ดี หากมองถึงการใช้ประโยชน์ของผู้ส่งออกไทยจากสิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้ AFTA ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก สัดส่วนดังกล่าวของไทยอยู่ที่ 27% เท่านั้นเอง พูดง่ายๆก็คือ ถ้าเราส่งสินค้า 100 ชิ้นไปอาเซียน สินค้าเพียง 27 ชิ้นเท่านั้นที่ได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากร แต่อีก 63 ชิ้นต้องถูกเก็บภาษีในอัตราเดียวกับประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกอาเซียน ในทำนองเดียวกัน สัดส่วนการใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางภาษีของประเทศผู้ส่งออกอื่นๆในอาเซียนที่ส่งสินค้าออกไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกันเองก็อยู่ในเกณฑ์ต่ำเช่นเดียวกับไทย
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศอาเซียนยังไม่ได้ตักตวงประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้าอย่างเต็มที่ สาเหตุหนึ่งมาจากความไม่เข้าใจและความซับซ้อนของขั้นตอนการขอใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin-C/O) ผู้ส่งออกจะต้องปฏิบัติตามกฏแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin-RO) นั่นหมายความว่า สินค้าจะต้องมีขบวนการผลิตทั้งหมดในประเทศ เช่น พืช สัตว์มีชีวิต และสินค้าประมง หรือสินค้าออกเช่น สินค้าเกษตรแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ จะต้องมีสัดส่วนมูลค่าการผลิตในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงมูลค่าวัตถุดิบและค่าแรงไม่น้อยกว่า 40% จึงจะสามารถส่งออกไปขายในประเทศสมาชิกอาเซียนและได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร
กฏแหล่งกำเนิดสินค้าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเป็นกลไกป้องกันไม่ให้เกิดการสวมสิทธิ์ในการส่งออกสินค้า หรือที่เรียกว่า Trade deflection ซึ่งหมายความว่า ประเทศนอกกลุ่มอาเซียนส่งสินค้าผ่านมายังประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศหนึ่งที่เก็บภาษีต่ำ แล้วส่งต่อไปยังประเทศสมาชิกอีกประเทศ เพื่อที่จะสวมสิทธิ์ในการได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากร และหลีกเลี่ยงการถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงหากส่งไปประเทศปลายทางโดยตรง
เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการสวมสิทธิ์ ผู้ส่งออกจะต้องมี C/O ซึ่งเรียกว่า Form D สำหรับอาเซียน เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าได้ปฏิบัติตามกฏแหล่งกำเนิดสินค้าจริง ซึ่งขั้นตอนการขอ C/O ค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลา ต้นทุนเหล่านี้ก็เปรียบเสมือนกับภาษีที่แอบแฝงอยู่ ปัญหานี้จึงเป็นอุปสรรคต่อการใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางภาษี เนื่องจากผู้ส่งออกบางรายตัดสินใจที่จะไม่ขอ C/O และยอมที่จะถูกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราเดียวกับผู้ส่งออกจากประเทศนอกอาเซียน
เพราะฉะนั้น เครื่องมือที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างดีก็คือ การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self-Certification) นั่นเอง
โครงการนำร่องการดำเนินการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน เป็นผลที่เป็นรูปธรรมจากการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนที่เมืองดานัง ในเดือนสิงหาคม 2553 โดยต้องการให้ Self-Certification เป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกให้ผู้ส่งออกในอาเซียนใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรมากขึ้น อันจะมีผลต่อเนื่องทำให้การค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกันเองขยายตัวเร็วขึ้น
บรูไน มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็น 3 ประเทศแรกในอาเซียนที่ใช้ระบบ Self-Certification นี้ เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 นี่เป็นครั้งแรกที่อาเซียนใช้กฎ ASEAN-X คือว่า ถ้าประเทศใดมีความพร้อมในการดำเนินมาตรการใดๆก็ตามก่อนประเทศอื่น ก็สามารถทำได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอให้ดำเนินการพร้อมกันทั้ง 10 ประเทศ
ในกรณีของไทยนั้น ระบบนี้ได้รับการเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาในเดือนเมษายน 2554 และจะมีผลบังคับใช้จริงในเดือนพฤศจิกายน 2555 ส่วนฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียก็จะเริ่มใช้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และคาดว่าในปี 2558 กัมพูชา สปป.ลาว พม่า และเวียดนาม ก็จะเริ่มดำเนินการเช่นกัน
ภายใต้ระบบ Self-Certification ผู้ส่งออกสามารถที่จะรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าได้ด้วยตนเอง โดยการพิมพ์หรือประทับตราลงในใบกำกับสินค้า (Invoice) ได้เลย เพื่อที่จะขอรับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรจากประเทศผู้นำเข้า วิธีนี้จะทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ต้นทุนในการส่งออกก็จะต่ำลง ซึ่งมีผลต่อราคาและขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดอาเซียนด้วย
ผู้ส่งออกที่จะสามารถรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองได้จะต้องผ่านการขึ้นทะเบียนก่อน โดยต้องเป็นผู้ส่งออกที่มีความรู้เกี่ยวกับ RO ของอาเซียนและเป็นที่ได้รับความไว้วางใจ เคยมีประวัติได้รับ Form D หรือถ้าเป็นผู้ส่งออกรายใหม่จะต้องได้รับการรับรองคุณสมบัติเกี่ยวกับ RO เสียก่อน ซึ่งการขึ้นทะเบียนจะมีอายุ 2 ปี หลังจากนั้นผู้ส่งออกจะต้องทำการต่ออายุใหม่

ภาพจาก World Customs Organizations
ที่ผ่านมาระบบ Self-Certification ยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเต็มที่ เพราะต้องมีเงื่อนไขว่าประเทศผู้ส่งออกและประเทศผู้นำเข้าจะต้องใช้ระบบนี้ด้วยกันทั้งคู่ หากไม่เป็นเช่นนั้น ผู้ส่งออกก็ยังต้องผ่านขั้นตอนการขอ Form D อยู่ดี แต่เมื่อมีประเทศสมาชิกอาเซียนใช้ระบบนี้กันมากขึ้นจนครบทั้ง 10 ประเทศ ประสิทธิภาพของระบบก็ย่อมจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
แง่คิดสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ Self-Certification เป็นระบบที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อใจกัน ถูกออกแบบขึ้นมาโดยมีสมมติฐานที่ว่า ผู้ส่งออกจะแจ้งข้อมูลที่เป็นจริงและถูกต้อง ดังนั้น การขาดจิตสำนึกว่าอะไรถูกอะไรผิดจะเป็นตัวบั่นทอนความน่าเชื่อถือของระบบ หากมีการซุ่มตรวจย้อนหลังแล้วพบว่า ผู้ส่งออกบางรายฉวยโอกาสโดยการให้ข้อมูลถิ่นกำเนิดสินค้าที่เป็นเท็จ ในที่สุดทำให้มีการตรวจสอบบ่อยครั้งขึ้น ผู้ส่งออกรายอื่นก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย ทำให้เสียเวลาและต้นทุนเหมือนเดิม
ฉะนั้น แน่นอนที่สุด ความซื่อสัตย์ของผู้ส่งออกจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ระบบนี้ขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ส่งออกทุกรายจะต้องรายงานข้อมูลถิ่นกำเนิดสินค้าที่ตรงตามความเป็นจริงทุกครั้ง ถ้าทำได้เช่นนี้ ผมมั่นใจว่า Self-Certification จะเป็นกลจักรสำคัญที่ผลักดันให้การค้าภายในอาเซียนเติบโตอย่างมหาศาลต่อไป

AEC ปมปัญหาการค้าอาเซียนที่รอวันระเบิด

AEC ปมปัญหาการค้าอาเซียนที่รอวันระเบิด:
(ชื่อบทความเดิม) ปรากฏการณ์เตียงน้ำ: อาเซียนจะเลี่ยงได้หรือไม่?

ดร. วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
ลองจินตนาการถึงเตียงน้ำดูนะครับ เวลาที่เราเอามือกดลงไป น้ำที่อยู่ใต้ฝ่ามือก็จะมีระดับลดต่ำลง ส่วนระดับน้ำบริเวณรอบๆฝ่ามือก็จะโป่งสูงขึ้น ฉันใดฉันนั้น ถ้าเปรียบเทียบเตียงน้ำในบริบทของการค้าระหว่างประเทศก็คือว่า เมื่อประเทศผู้นำเข้าลดกำแพงภาษีลง สิ่งที่จะโป่งขึ้นมาก็คืออุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers: NTB) นั่นเอง เหตุการณ์เช่นนี้มีให้เห็นมากต่อมากในเวทีการค้าโลก นี่แหละที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์เตียงน้ำ” หรือ “Waterbed Phenomenon”
ในกรณีของอาเซียน อัตราภาษีนำเข้าโดยเฉลี่ยของประเทศสมาชิกเดิม 6 ประเทศคิดเป็น 0.5% ส่วนอัตราภาษีนำเข้าของประเทศ CLMV เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 2.6% และจะมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ฉะนั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ การเพิ่มขึ้นของอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี อาจจะเป็นในรูปของการกำหนดมาตรฐานอาหาร มาตรฐานแรงงานหรือสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น การออกกฎระเบียบในการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้า (Import licensing) หรือการกำหนดจุดนำเข้าสินค้า เป็นต้น
จากรายงานขององค์การการค้าโลก ชี้ว่าประเทศในอาเซียนที่ออกมาตรการกีดกันทางการค้า (Protectionist measures) มากที่สุดคือ อินโดนีเซีย ถ้าเทียบกับทั้งโลกแล้ว นับว่าเป็นที่ 3 รองจากอินเดียและตุรกี ในช่วงที่ผ่านมาอินโดนีเซียได้ออกกฎระเบียบและมาตรการหลายอย่างที่มีผลกระทบต่อสินค้าออกของไทย ทั้งที่เป็นสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าอุตสาหกรรม
เมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้ อินโดนีเซียได้ประกาศลดจำนวนจุดนำเข้าสินค้าผักผลไม้จากต่างประเทศ ไม่อนุญาตให้นำเข้าผักผลไม้ที่ท่าเรือจาการ์ตาอย่างที่เคย โดยให้เหตุผลว่าไม่มีความพร้อมเกี่ยวกับห้องแล็ปและอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการกักกันพืชและผลไม้ ดังนั้น ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ส่งออกผลไม้ไทย เช่น ลำไย ทุเรียน ชมพู่ ที่มีกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมากอยู่ที่จาการ์ตาและปริมณฑล ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรถึง 23 ล้านคน

ภาพจาก chaoprayanews
ทางเลือกสำหรับผู้ส่งออกผักผลไม้ก็คือ จะต้องส่งทางเครื่องบินไปที่สนามบินซูการ์โน-ฮัตตา หรืออีกทางหนึ่งคือส่งไปทางเรือที่ท่าเรือสุราบายา ซึ่งเป็นทางเลือกที่ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้นทั้งนั้น ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของผลไม้ไทยในตลาดจาการ์ตาลดลง หากส่งผลไม้ไปที่ท่าเรือสุราบายา จะต้องเสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลามากขึ้นในการลำเลียงสินค้าไปที่จาการ์ตา ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 800 กิโลเมตร อาจทำให้ผลไม้บอบช้ำ เน่า และเกิดความเสียหายได้
มาตรการอื่นที่ออกโดยรัฐบาลอินโดนีเซียยังมีอีก เช่น การกีดกันการนำเข้ายาต่างประเทศ โดยกำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียนยาร่วมกับบริษัทยาอินโดนีเซียก่อน รวมทั้งการกำหนดให้หัวหอมแดงที่นำเข้า ต้องผ่านการตัดรากและตัดจุกออก ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ส่งออกไทยและทำให้หัวหอมแดงเน่าเสียเร็วขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการห้ามส่งออกหวาย เพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบและปกป้องอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ภายในประเทศ แต่เป็นการทำให้ราคาหวายในภูมิภาคสูงขึ้นและกระทบต่ออุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ของไทยและประเทศอื่นในภูมิภาค
ตัวอย่างการกีดกันจากประเทศอื่นก็มีอยู่เช่นกัน ฟิลิปปินส์กำหนดให้สินค้านำเข้า ได้แก่ ไก่แปรรูป เนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบ ตลอดจนรถยนต์และชิ้นส่วน จะต้องขอใบอนุญาตนำเข้าจากหน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนและขั้นตอนที่ยุ่งยากมากขึ้นให้กับผู้ส่งออกจากอาเซียน
มาตรการอีกรูปแบบที่ใช้กันบ่อยๆก็คือ ความพยายามที่จะให้หน่วยงานของรัฐ บริษัทเอกชน และผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ (Buy local) ซึ่งมาตรการ Buy local นี้ หากเป็นการบังคับ ก็ถือว่าเป็นการกีดกันทางการค้าอย่างชัดเจน เพราะไม่เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อสินค้าจากต่างประเทศ แต่ในทางกลับกัน ถ้าเป็นการรณรงค์ให้ซื้อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศอย่างเช่นที่ทำกันในกัมพูชา และ สปป.ลาว ก็ไม่น่าจะเข้าข่ายการกีดกันทางการค้า ก็เหมือนกับการโฆษณาซึ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ใช้กันอยู่ทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่ามาตรการต่างๆที่เข้มงวดขึ้นทุกมาตรการ จะเป็นการกีดกันทางการค้าซะทั้งหมด ประเทศผู้นำเข้าสามารถที่จะออกมาตรการที่ปกป้องสวัสดิภาพของประชากรของตนได้ หากตั้งอยู่บนหลักการของการไม่เลือกปฏิบัติ (Non-discriminatory basis) แน่นอนว่ามาตรการเหล่านั้น จะกระทบต่อประเทศผู้ส่งออก แต่ถ้าจำเป็นจริงๆก็ไม่ถือว่าเป็นการกีดกันทางการค้าแบบแอบแฝง
เพราะฉะนั้น อาเซียนควรจะต้องหารือกันให้ชัดเจนเกี่ยวกับการออกมาตรการต่างๆ ที่มีผลต่อการค้าภายในภูมิภาค ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อีกทั้งต้องมีการตกลงและให้คำมั่นสัญญาต่อกันในเวทีผู้นำว่า แต่ละประเทศจะไม่อาศัยการกีดกันทางการค้าเป็นสรณะเพื่อปกป้องตลาดภายในของตนเอง
นอกจากนั้น อาเซียนควรจะมีหน่วยงานที่คอยติดตามการดำเนินมาตรการที่ถือว่าเป็นการกีดกันทางการค้าต่อประเทศสมาชิกด้วยกันเอง ว่าง่ายๆคือสอดส่องความประพฤตินั่นเอง เพื่อที่จะเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ทราบทั่วกัน แม้ว่าหน่วยงานนี้จะไม่มีอำนาจบังคับและไม่อาจหยุดการกีดกันทางการค้าได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คาดว่าการรายงานความพฤติเช่นนี้ จะสามารถชะลอและยับยั้งให้ประเทศนำเข้าที่คิดจะตั้งกำแพงทางการค้าอย่างไม่สมเหตุสมผลเกิดความละอาย และในที่สุดก็จะลดการกีดกันทางการค้าในอาเซียนลงได้
ปรากฏการณ์เตียงน้ำที่เกิดขึ้นนี้ ถึงแม้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็จะสามารถหาทางที่จะบรรเทาความรุนแรงลงได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ การเปิดเสรีการค้าภายใต้อาเซียนก็จะขับเคลื่อนให้ปริมาณการค้าขยายตัวได้เป็นอย่างดี และจะส่งผลดีต่อการพัฒนาร่วมกันในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Aid for Trade…เสริมสร้างขีดความสามารถอาเซียนใหม่

Aid for Trade…เสริมสร้างขีดความสามารถอาเซียนใหม่:
โดย ดร. วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
แนวคิดทฤษฎีที่ว่าการเปิดเสรีทางการค้าเป็นกลจักรสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนา การจ้างงาน การลดระดับความยากจน รวมทั้งการที่ประชากรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั้น เป็นหลักการที่มีเหตุมีผลและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงไม่ได้หมายความว่าผลประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้าจะมีการกระจายอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ประเทศแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries-LDCs) ต่างก็ได้รับผลกระทบจากกระแสการเปิดเสรีทางการค้าที่แตกต่างกันไป
การลดกำแพงภาษีนำเข้าถือเป็นโอกาสที่ทำให้สินค้าจาก LDCs สามารถเข้าถึงตลาดประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นได้ง่ายขึ้น แต่ว่าความจริงแล้ว มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจาก LDCs มีข้อจำกัดมากมายในหลายๆเรื่อง เช่น ศักยภาพทางเทคนิคและแรงงานในการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน ตลอดจนสภาพถนนหนทางและสาธารณูปโภคที่ค่อนข้างทรุดโทรม ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ
การเปิดเสรีทางการค้าเป็นสิ่งจำเป็น แต่การเปิดเสรีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้ LDCs สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น ความช่วยเหลือทางการค้า (Aid for Trade) จึงเข้ามามีบทบาทในการเพิ่มพูนขีดความสามารถของ LDCs ในการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาในแง่ต่างๆ ต่อไป
ภาพแสดงประเทศที่มีการพัฒนาน้อยที่สุด (ECOSOC: สภาสังคมและเศรษฐกิจแห่งองค์การสหประชาชาติ)

ประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด ภาพจาก wikipedia
Aid for Trade เป็นความริเริ่มที่เกิดจากการประชุมระดับรัฐมนตรีของ WTO ที่ฮ่องกง (Hong Kong Ministerial Meeting) ในเดือนธันวาคม 2548 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านอุปทาน (Supply-side constraints) ของ LDCs ได้แก่ ข้อจำกัดด้านนโยบายและกฎระเบียบทางการค้า ข้อจำกัดด้านศักยภาพการผลิต และข้อจำกัดด้านโครงสร้างการขนส่งและสาธารณูปโภคพื้นฐาน อาทิ เครือข่ายถนนหนทาง สะพาน ท่าเรือ และสนามบิน เป็นต้น
หากพิจารณาประเทศสมาชิกอาเซียน กัมพูชา สปป.ลาว พม่า และเวียดนาม (CLMV) เป็น LDCs ในภูมิภาค ซึ่งมีข้อจำกัดที่สอดคล้องกันคือ เส้นทางการเดินทางทางบกจำเป็นต้องได้รับการก่อสร้างเพิ่มเติมและปรับปรุง ระบบการอำนวยความสะดวกทางการค้ายังไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ตลาดภายในเป็นตลาดเล็ก ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยค่อนข้างสูง ความสามารถในการผลิตสินค้าตามมาตรฐานที่กำหนดโดยประเทศผู้นำเข้ามีไม่เพียงพอ นอกจากนั้น การส่งออกยังขึ้นกับสินค้าเพียงไม่กี่ชนิดและขึ้นกับตลาดเพียงไม่กี่ตลาดอีกด้วย
ในประเทศ CLMV นั้น การสนับสนุนที่ได้รับภายใต้ Aid for Trade ทั้งในรูปแบบของเงินให้เปล่าและเงินกู้มีมูลค่าที่แตกต่างกันไป ในช่วงที่ผ่านมา เวียดนามเป็นประเทศผู้รับอันดับ 3 ของโลก รองจากอินเดีย และอัฟกานิสถาน โดยในปี 2552 มีมูลค่าถึง 1,466.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 56% ภายใน 3 ปี และคิดเป็น 13% ของมูลค่าสนันสนุนทั้งหมดที่ประเทศในเอเซียได้รับ
สำหรับกัมพูชา และ สปป.ลาว มูลค่า Aid for Trade ที่ได้รับคิดเป็น 136.9 และ 106 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนพม่านับว่าเป็นประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจาก Aid for Trade น้อยที่สุด ที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุผลทางการเมืองภายในนั่นเอง แน่นอนว่า การปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจที่กำลังเดินหน้าอยู่ในวันนี้ ทำให้สหรัฐฯ อียู และองค์การระหว่างประเทศต่างๆ หันมาสนใจและอัดฉีดเงินสนับสนุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าของพม่ามากยิ่งขึ้น
ข้อมูลทางสถิติชี้ให้เห็นว่า การสนับสนุนภายใต้ Aid for Trade เกินกว่าครึ่งหนึ่ง ลงไปที่การขยายและสร้างเส้นทางขนส่งในภูมิภาค หรือระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เส้นตะวันออก-ตะวันตก เส้นเหนือ-ใต้ และ Southern Economic Corridors เป็นต้น ซึ่งเครือข่ายเส้นทางขนส่งเหล่านี้ เป็นปัจจัยที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งของความเชื่อมโยงภายในอาเซียน (ASEAN Connectivity) ร่นเวลาการลำเลียงสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคให้เร็วขึ้น ต้นทุนทางการค้าลดลง การกระจายสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้มูลค่าการลงทุนและการค้าภายในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งมีส่วนทำให้การค้าและการลงทุนจากต่างประเทศในสะหวันะเขตมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น การค้าชายแดนระหว่าง สปป.ลาว และเวียดนามที่ผ่านด่านลาวบาวเพิ่มขึ้นเป็น 148.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งการเดินทางของนักท่องเที่ยวระหว่างไทยกับ สปป.ลาว ขยายตัวจาก 95,000 คน เป็น 274,000 คนภายใน 5 ปี
อีกตัวอย่างที่สำคัญก็คือ เนื่องจากนครหลวงเวียงจันทน์เป็นเมืองที่มีศักยภาพในการพัฒนาสูง แต่ไม่มีระเบียงเศรษฐกิจเส้นหลักตัดผ่านเลย รัฐบาลญี่ปุ่นจึงให้การสนับสนุนการสร้างถนนที่เชื่อมเวียงจันทน์กับเมืองสำคัญในภูมิภาค เช่น อุดรธานี ขอนแก่น หนองคาย และเมืองวินห์ของเวียดนาม ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจใน สปป.ลาว เวียดนาม และไทย ให้ติดต่อค้าขายกันได้ง่ายขึ้น
นอกจากการให้ความช่วยเหลือด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว Aid for Trade ยังสนับสนุนด้านการเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ทั้งทางด้านการผลิตสินค้าและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและกฎระเบียบทางการค้าอีกด้วย เช่น โครงการปรับปรุงและออกแบบผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมในกัมพูชา ส่งผลให้อุตสาหกรรมผ้าไหมในประเทศได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง มีการให้ความรู้ชาวบ้านโดยเฉพาะสตรีเกี่ยวกับการผลิตออกแบบเสื้อผ้าและของตกแต่งบ้านที่ทำจากผ้าไหม ซึ่งทำให้การส่งออกสินค้าจากผ้าไหมเพิ่มสูงขึ้น ระดับความยากจนลดลง และที่สำคัญทำให้สตรีในท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น
สำหรับการพัฒนาศักยภาพด้านนโยบายการค้า Aid for Trade จากแหล่งต่างๆ ให้การสนับสนุนกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวเรื่องต่างๆ เช่น โครงการความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับเวียดนามในการพัฒนาสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเวียดนาม รวมทั้งโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการค้าสินค้า การค้าบริการ และการเยียวยาทางการค้า สำหรับบุคลากรภาครัฐในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ที่ ADB ดำเนินการร่วมกับ ITD ในปี 2550-2552 เป็นต้น
นี่ก็เป็นตัวอย่างดีๆ เกี่ยวกับ Aid for Trade ที่นำมาเล่าสู่กันฟังนะครับ จริงๆแล้ว การประเมินค่าผลกระทบที่ออกมาเป็นตัวเลขชัดเจนนั้นทำได้ค่อนข้างยาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Aid for Trade เป็นปัจจัยหนึ่งที่ขับเคลื่อนการพัฒนาของ CLMV และเป็นกลไกที่สำคัญในการลดช่องว่างทางการพัฒนาของประเทศสมาชิกอาเซียนเดิมและอาเซียนใหม่ลงอีกด้วย