นายชัยวัฒน์ ลิมป์วรรณธะ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เร่งพัฒนาสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าโอทอปเพื่อให้ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้มีรายได้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อคราวประชุม ครม.สัญจร ที่กาญจนบุรี นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมโอทอป ดังนั้น จังหวัดกาญจนบุรี จึงมุ่งเน้นพัฒนาสินค้าโอทอป ทุกประเภท ทั้งเสื้อผ้า ของอุปโภค บริโภค ซึ่งได้ทำการคัดสรรไปเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยได้เห็นกลุ่มผู้ประกอบการมีการพัฒนามากขึ้น ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการจัดงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแควปีนี้ ยังได้นำสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์มาจัดแสดงและจำหน่ายใน งาน โดยคัดเลือกสินค้าที่ได้มาตรฐาน 5 ดาวหรือสินค้าเกรดเอ เพื่อนำไปสู่มาตรฐานสากล พร้อมรองรับโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายโปรเจคและก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอีกด้วย |
ผู้สื่อข่าว : มัทณียา มากสมบูรณ์ หน่วยงาน : สวท.กาญจนบุรี ที่มาของข่าว : ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี |
เกาะติดกระแสอาเซียน รายงานข่าวสถานการณ์อาเซียน อัพเดทเป็นประจำ #อาเซียน #ASEAN
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เออีซี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เออีซี แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555
กาญจนบุรีพร้อมเดินหน้าพัฒนาสินค้าโอทอป เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานรองรับอาเซียนและทวายโปรเจค
กาญจนบุรีพร้อมเดินหน้าพัฒนาสินค้าโอทอป เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานรองรับอาเซียนและทวายโปรเจค:
อินโดนีเซียตั้งเป้าเป็นฐานการผลิตของอาเซียน
อินโดนีเซียตั้งเป้าเป็นฐานการผลิตของอาเซียน:
นายฮัตตา ราจาซา รัฐมนตรีกระทรวงประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซียที่กล่าวว่า อินโดนีเซียวางเป้าหมายเป็นฐานการผลิตให้แก่บรรดาผู้ผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน เนื่องจากอินโดนีเซียมีสิ่งที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่บรรดาผู้ผลิตสำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานอ้างคำกล่าวของนายราจาซาที่กล่าวด้วยว่า เป้าหมายของอินโดนีเซียสอดคล้องกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในปี 2558 นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังมองไปถึงตลาดที่อยู่นอกเหนืออาเซียนด้วย |
ผู้สื่อข่าว : รักษ์ธานินทร์ ทองประเสริฐ / สวท. หน่วยงาน : Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ที่มาของข่าว : |
ป้ายกำกับ:
ฐานการผลิต,
อาเซียน,
อินโดนีเซีย,
เออีซี,
AEC,
ASEAN
วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
BOI ตอนที่ 158 เชิญร่วมสัมมนา “โอกาสนักธุรกิจไทยในอาเซียน”
BOI ตอนที่ 158 เชิญร่วมสัมมนา “โอกาสนักธุรกิจไทยในอาเซียน”:
บีโอไอ เชิญนักธุรกิจไทยที่สนใจไปลงทุนในต่างประเทศ เข้าร่วมฟังสัมมนา โอกาสสำหรับนักธุรกิจไทยในอาเซียน และการเสวนาประสบการณ์ในการลงทุนในเวียดนาม กัมพูชา พม่า และอินโดนีเซีย นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เปิดเผยว่า ตามที่บีโอไอได้รับมอบหมายจากนายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เดินหน้าแผนการส่งเสริม นักธุรกิจไทยไปลงทุนในต่างประเทศนั้น บีโอไอจะจัดสัมมนาในหัวข้อ “รุกหรือรับ โอกาส สำหรับธุรกิจไทยในอาเซียน” และการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำธุรกิจในประเทศเป้าหมาย ได้แก่ กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย และพม่า โดยมีตัวแทนภาคเอกชนชั้นนำที่เคยเข้าไปลงทุนทำธุรกิจในประเทศต่างๆ เป็นวิทยากรในการเสวนา โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด ผู้สนใจเข้าร่วมฟังสัมมนา โอกาสสำหรับนักธุรกิจไทยในอาเซียน และการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำธุรกิจ สามารถเข้าร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสำรองที่นั่งได้ที่โทรศัพท์ 0 2-553- 8318 หรือ www.boi.go.th |
ผู้สื่อข่าว : กรรณิกา แก้วใส. หน่วยงาน : Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ที่มาของข่าว : นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย |
ASEAN Logistics บทเรียนจากผลการศึกษาของ JETRO
ASEAN Logistics บทเรียนจากผลการศึกษาของ JETRO:
องค์กรการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) เป็นอีกหนึ่งองค์กรหนึ่งที่เข้ามาศึกษาโครงสร้างของระบบลอจิสติกส์ในประเทศไทย (ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อกระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าของโรงงานญี่ปุ่นในไทย) อย่างละเอียดมาโดยตลอด
SIU เห็นว่าผลการศึกษาของ JETRO มีประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบลอจิสติกส์ในประเทศไทย ที่กำลังจะเชื่อมโยงเป็นระบบลอจิสติกส์ของอาเซียนมาก จึงขอสรุปเนื้อหาบางส่วนของ JETRO เพื่อเผยแพร่ต่อผู้สนใจอีกทอดหนึ่ง

เส้นทางยุทธศาสตร์ลอจิสติกส์อาเซียน ภาพจาก JETRO
จากแผนที่ประกอบข้างต้น เส้นทางระดับยุทธศาสตร์ในการขนส่งสินค้าอาเซียนมีทั้งหมด 7 เส้นทาง ดังนี้
ตัวอย่างผลการศึกษาของ JETRO เพื่อประเมินวิธีการขนส่งที่คุ้มค่าที่สุดจากกรุงเทพไปยังฮานอย
วิธีการขนส่งที่ใช้เวลาน้อยที่สุด จากกรุงเทพไปยังฮานอย
ส่วนมิติของต้นทุนการขนส่ง ถ้าจัดระบบลอจิสติกส์ให้รถสินค้าบรรจุสินค้าส่งทั้งเที่ยวไปและกลับ และมีอัตราการโหลดที่ 100% ทั้งสองเที่ยว จะสามารถลดระดับของการขนส่งมาอยู่ที่ 2,750 ดอลลาร์ต่อ 30 ตัน ซึ่งแข่งขันเรื่องต้นทุนกับการขนส่งทางเรือได้
สำหรับผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารนำเสนอของ JETRO เพื่อศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของ JETRO (PDF) และดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก JETRO’s Logistics Project
องค์กรการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) เป็นอีกหนึ่งองค์กรหนึ่งที่เข้ามาศึกษาโครงสร้างของระบบลอจิสติกส์ในประเทศไทย (ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อกระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าของโรงงานญี่ปุ่นในไทย) อย่างละเอียดมาโดยตลอด
SIU เห็นว่าผลการศึกษาของ JETRO มีประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบลอจิสติกส์ในประเทศไทย ที่กำลังจะเชื่อมโยงเป็นระบบลอจิสติกส์ของอาเซียนมาก จึงขอสรุปเนื้อหาบางส่วนของ JETRO เพื่อเผยแพร่ต่อผู้สนใจอีกทอดหนึ่ง
เส้นทางยุทธศาสตร์ลอจิสติกส์ของอาเซียน
JETRO สนใจศึกษาเส้นทางลอจิสติกส์ภายในอาเซียนระดับยุทธศาสตร์จำนวน 7 เส้นทาง โดยทั้ง 7 เส้นทางมีความเชื่อมโยงกับประเทศไทยทั้งสิ้น ซึ่งมองได้ว่าที่ตั้งของประเทศไทยในเชิงภูมิรัฐศาสตร์เป็นแกนกลางของอาเซียน และเมื่อเชื่อมโยงกับฐานที่มั่นของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ระบบลอจิสติกส์ในไทยจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อ JETROเส้นทางยุทธศาสตร์ลอจิสติกส์อาเซียน ภาพจาก JETRO
- กรุงเทพ-กัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์
- กรุงเทพ ผ่านภาคกลางของประเทศลาว ขึ้นไปยังฮานอย (ตามแนว East West Economic Corridor)
- โฮจิมินห์ซิตี้ ผ่านแกนกลางประเทศเวียดนามขึ้นไปที่ฮานอย และต่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีน (กว่างโจวและฮ่องกง)
- กรุงเทพ-ย่างกุ้ง (ตามแนว East West Economic Corridor)
- กรุงเทพ-พนมเปญ-โฮจิมินห์ซิตี้
- สิงคโปร์-จาการ์ตา (เส้นทางทะเลหรืออากาศ)
- กรุงเทพ-มะนิลา (เส้นทางทะเลหรืออากาศ)
ต้นทุนลอจิสติกส์อาเซียน
เส้นทางหลักที่ JETRO ศึกษาต้นทุนลอจิสติกส์อย่างละเอียดคือ- ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์-อินโดนีเซีย (เส้นทางที่ 1 + 6)
- ไทย-ลาว-เวียดนาม-จีนตอนใต้ (เส้นทางที่ 2)
- อาเซียนไปยังอินเดีย (เส้นทางที่ 4 บางส่วน)
ตัวอย่างผลการศึกษาของ JETRO เพื่อประเมินวิธีการขนส่งที่คุ้มค่าที่สุดจากกรุงเทพไปยังฮานอย
วิธีการขนส่งที่ใช้เวลาน้อยที่สุด จากกรุงเทพไปยังฮานอย
- ทางอากาศ (29 ชั่วโมง)
- ทางถนน (74 ชั่วโมง)
- ทางเรือ (213 ชั่วโมว)
- ทางเรือ (2,910 ดอลลาร์)
- ทางถนน (5,500 ดอลลาร์)
- ทางอากาศ (69,910 ดอลลาร์)
- การขนส่งจากกรุงเทพไปยังฮานอยมีสินค้า แต่จากฮานอยกลับมายังกรุงเทพมักเป็นรถเปล่า เพราะปริมาณการค้าสองฝั่งไม่ได้สัดส่วนเท่ากัน ทำให้ต้นทุนของการตีรถเปล่ากลับถูกรวมอยู่ในค่าขนส่งทั้งหมดด้วย
- ระยะเวลาการทำงานของด่านศุลกากรในประเทศต่างๆ เป็นอุปสรรคต่อการขนส่งสินค้าแบบด่วน
- ข้อตกลงการค้าชายแดนยังมีปัญหาและยุ่งยาก
- คุณภาพของถนนจากกรุงเทพไปยังฮานอย ยังไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะถนนในประเทศลาวที่ไม่มีไฟส่องทาง หรือจำกัดน้ำหนักของรถที่ข้ามสะพาน
- ปัญหาการจราจรในจุดสำคัญบางจุด เช่น ด่านตรวจระหว่างประเทศ หรือจุดที่มีการซ่อมถนน เป็นต้น
ส่วนมิติของต้นทุนการขนส่ง ถ้าจัดระบบลอจิสติกส์ให้รถสินค้าบรรจุสินค้าส่งทั้งเที่ยวไปและกลับ และมีอัตราการโหลดที่ 100% ทั้งสองเที่ยว จะสามารถลดระดับของการขนส่งมาอยู่ที่ 2,750 ดอลลาร์ต่อ 30 ตัน ซึ่งแข่งขันเรื่องต้นทุนกับการขนส่งทางเรือได้
ข้อเสนอการปรับปรุงลอจิสติกส์อาเซียน
JETRO เสนอมาตรการปรับปรุงระบบลอจิสติกส์ดังนี้- จัดระบบการขนส่งสินค้า เพื่อเพิ่มอัตราการโหลดสินค้าต่อเที่ยว
- ใช้มาตรการขับขี่แบบประหยัดพลังงาน (eco-driving) เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิง
- สร้างศูนย์กระจายสินค้าที่จุดข้ามแดน
- เปิดบริการศุลกากรตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อลดต้นทุนเวลา
- ทำระบบ single stop service ที่จุดข้ามแดน
- ปรับปรุงไฟถนนเพื่อให้ขนส่งสินค้าตอนกลางคืนได้
- ปรับปรุงเรื่องแพกเกจของสินค้า และวิธีดูแลสินค้าระหว่างการขนส่ง
- พัฒนาบุคคลากรด้านการขนส่ง (human resource development) เช่น ทักษะการขับขี่ หรือทักษะด้านงานเอกสาร
สำหรับผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารนำเสนอของ JETRO เพื่อศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของ JETRO (PDF) และดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก JETRO’s Logistics Project
วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA) ของอินโดนีเซีย
Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA) ของอินโดนีเซีย:
งานวิจัยเกี่ยวกับอาเซียน จากกระทรวงแรงงาน
งานวิจัยเกี่ยวกับอาเซียน จากกระทรวงแรงงาน:
ผู้เขียน
|
ชื่องาน
|
ปี
|
ลิงค์
|
สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์
| โครงการศึกษาความพร้อมของกำลังคนรองรับการเปิดเสรีด้านการค้าสินค้า 9 สาขา ตามกรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน |
2554
| http://research.mol.go.th/rsdat/Data/doc/MHQL7l2.pdf |
| กองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน | ความรู้ความเข้าใจของนักเรียนระดับมัธยมปลายเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีในประชาคมอาเซียน: ศึกษาเฉพาะกรณีนักเรียนมัธยมตอนปลายในโรงเรียนเขตกรุงเทพมหานคร |
2553
| http://research.mol.go.th/rsdat/Data/doc/LHTMGX1.pdf |
สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์
| โครงการศึกษากรอบความร่วมมือการพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานไทย ใน 32 ตำแหน่งงาน ภายใต้ข้อตกลงอาเซียน |
2553
| http://research.mol.go.th/rsdat/Data/doc/LGXKVF1.pdf |
พัชราวลัย วงศ์บุญสิน
| การย้ายถิ่นข้ามชาติกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอาเซียน : นโยบายและผลกระทบ |
2544
| http://research.mol.go.th/rsdat/Data/doc/SK47040.doc |
ฤทธิพงศ์ พวงมณี
| อาเซียนกับปัญหาแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายจากประเทศพม่าในประเทศไทย |
2542
| http://research.mol.go.th/rsdat/Data/doc/GEUJvF1.doc |
a day Foundation Infographic: ประเทศไทย อยู่ที่เท่าไหร่ในอาเซียน
a day Foundation Infographic: ประเทศไทย อยู่ที่เท่าไหร่ในอาเซียน:
เอ้า 3 2 1… อีกไม่นานแล้วที่เราต้องเตรียมตัวนับถอยหลังสู่การรวมตัวกันของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC (Asean Economics Community) ซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อพวกเราชาวไทยอย่างแน่นอน ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา การเมือง และด้านอื่นๆ อีกมากมาย ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีความพร้อมในหลายๆ ด้าน ที่จะก้าวสู่ความเป็นผู้นำแต่ทั้งนี้ก็ต้องเกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันของคนในชาติ ที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนได้ เราลองมาดูว่า ณ วันนี้ ประเทศไทยอยู่ที่เท่าไหร่ในอาเซียนบ้าง
(คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูภาพใหญ่)

เอ้า 3 2 1… อีกไม่นานแล้วที่เราต้องเตรียมตัวนับถอยหลังสู่การรวมตัวกันของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC (Asean Economics Community) ซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อพวกเราชาวไทยอย่างแน่นอน ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา การเมือง และด้านอื่นๆ อีกมากมาย ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีความพร้อมในหลายๆ ด้าน ที่จะก้าวสู่ความเป็นผู้นำแต่ทั้งนี้ก็ต้องเกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันของคนในชาติ ที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนได้ เราลองมาดูว่า ณ วันนี้ ประเทศไทยอยู่ที่เท่าไหร่ในอาเซียนบ้าง
(คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูภาพใหญ่)
วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
หนุนใช้ “ebXML” ให้เอสเอ็มอีรับการค้าเสรีอาเซียน
หนุนใช้ “ebXML” ให้เอสเอ็มอีรับการค้าเสรีอาเซียน:
กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้า “โครงการส่งเสริมการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเชื่อมโยงธุรกรรมระหว่างองค์กรในโซ่อุปทานเป้าหมาย” หนุนผู้ประกอบการไทยใช้มาตรฐาน XML เพิ่มประสิทธิภาพเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้านการทำธุรกรรมและการจัดการด้านลอจิสติกส์และซัปพลายเชนในอุตสาหกรรมนำร่อง13 บริษัท ตั้งเป้าขยายกลุ่มผู้ใช้ 150 รายหลังจบโครงการ
นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กพร. กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีเป้าหมายที่ต้องการปรับเปลี่ยนระบบไอทีของเอสเอ็มอีใหม่ให้สามารถรับมือกับการเปิดเสรีการค้าอาเซียนให้ได้ ซึ่งการนำมาตรฐานภาษา ebXML มาใช้เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ และต้องสร้างให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แทนการส่งอีเมล, แฟกซ์ หรือโทรศัพท์ ต่อไปข้อมูลจะเป็นทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด
นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กพร. กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีเป้าหมายที่ต้องการปรับเปลี่ยนระบบไอทีของเอสเอ็มอีใหม่ให้สามารถรับมือกับการเปิดเสรีการค้าอาเซียนให้ได้ ซึ่งการนำมาตรฐานภาษา ebXML มาใช้เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ และต้องสร้างให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แทนการส่งอีเมล, แฟกซ์ หรือโทรศัพท์ ต่อไปข้อมูลจะเป็นทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด
'ประสาร'ชี้10ประเทศอาเซียนรวมกันแกร่ง ศก.ขึ้นอันดับ2ของโลก
'ประสาร'ชี้10ประเทศอาเซียนรวมกันแกร่ง ศก.ขึ้นอันดับ2ของโลก:
"ประสาร"แนะนักธุรกิจรับมือการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ระบุ 10 ประเทศรวมกันขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ2ของโลก เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 กรกฎาคม ที่ห้องประชุมใหญ่ อาคารบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง, เนชั่น กรุ๊ป และ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จัดสัมมนาทิศทางประเทศไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยมีนายสุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการ บริษัท เน ชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นประธานกล่าวเปิดและต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนา ได้รับความสนใจจากนักศึกษา นักธุรกิจ และ ประชาชนในจ.ลำปาง เข้าร่วมในเวทีสัมมนากว่า 300 คน โดยมี ดร.ประสาน ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เกียรติบรรยายพิเศษเรื่อง "รู้ทิศ ปรับกระบวนทัศน์ ให้ทันประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน"
"ประสาร"แนะนักธุรกิจรับมือการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ระบุ 10 ประเทศรวมกันขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ2ของโลก เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 กรกฎาคม ที่ห้องประชุมใหญ่ อาคารบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง, เนชั่น กรุ๊ป และ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จัดสัมมนาทิศทางประเทศไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยมีนายสุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการ บริษัท เน ชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นประธานกล่าวเปิดและต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนา ได้รับความสนใจจากนักศึกษา นักธุรกิจ และ ประชาชนในจ.ลำปาง เข้าร่วมในเวทีสัมมนากว่า 300 คน โดยมี ดร.ประสาน ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เกียรติบรรยายพิเศษเรื่อง "รู้ทิศ ปรับกระบวนทัศน์ ให้ทันประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน"
นักธุรกิจปลุกผู้ประกอบการเร่งพัฒนาสินค้า-สร้างแบรนด์ รับมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
นักธุรกิจปลุกผู้ประกอบการเร่งพัฒนาสินค้า-สร้างแบรนด์ รับมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน:
ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทยจัดเสวนา “โค้งสุดท้ายสู่ เออีซี รู้สู้ Free Flow of Product & Brand” ผู้ร่วมเสวนาเรียกร้องผู้ประกอบการทุกระดับให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าและการสร้างแบรนด์หรือยี่ห้อเพื่อแข่งขันบนเวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะมีขึ้นในปี 2558
นายธรรมศักดิ์ จิตติมาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนสปอต จำกัด กล่าวว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไม่ใช่เรื่องของการเคลื่อนย้ายอย่างอิสระของทรัพยากร แรงงาน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างใหญ่ทั้งระบบการเมือง เศรษฐกิจและการศึกษา และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นเรื่องของการแข่งขันไม่เฉพาะสินค้า แต่รวมถึงปัจจัยการผลิตจะมีความรุนแรงมากขึ้น
ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทยจัดเสวนา “โค้งสุดท้ายสู่ เออีซี รู้สู้ Free Flow of Product & Brand” ผู้ร่วมเสวนาเรียกร้องผู้ประกอบการทุกระดับให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าและการสร้างแบรนด์หรือยี่ห้อเพื่อแข่งขันบนเวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะมีขึ้นในปี 2558
นายธรรมศักดิ์ จิตติมาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนสปอต จำกัด กล่าวว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไม่ใช่เรื่องของการเคลื่อนย้ายอย่างอิสระของทรัพยากร แรงงาน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างใหญ่ทั้งระบบการเมือง เศรษฐกิจและการศึกษา และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นเรื่องของการแข่งขันไม่เฉพาะสินค้า แต่รวมถึงปัจจัยการผลิตจะมีความรุนแรงมากขึ้น
ดัน! หลักประกันสุขภาพ สู่เวทีโลก เล็งจับมือพัฒนาสุขภาพ ปชช.ในภูมิภาคอาเซียน
ดัน! หลักประกันสุขภาพ สู่เวทีโลก เล็งจับมือพัฒนาสุขภาพ ปชช.ในภูมิภาคอาเซียน:
สธ.อาเซียนเตรียมจับมือพัฒนาสุขภาพประชาชนในภูมิภาค พร้อมผลักดันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเข้าสู่เวทีโลก รวมถึงการควบคุมโรคไม่ติดต่อ โรคเอดส์ และโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ จี้ FTA ต้องเพิ่มมาตรการทางสุขภาพด้วย
วันนี้ (5 ก.ค.) ที่โรงแรมโมเวนพิค อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน ครั้งที่ 11 อย่างเป็นทางการ ในหัวข้อ ประชาคมอาเซียน 2558 : โอกาสและความท้าทายด้านสุขภาพ โดยมีรัฐมนตรีสาธารณสุข 10 ประเทศเข้าร่วมประชุม ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม ลาว พม่า และ กัมพูชา นอกจากนี้ ยังมี นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ร่วมประชุมด้วย
วันนี้ (5 ก.ค.) ที่โรงแรมโมเวนพิค อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน ครั้งที่ 11 อย่างเป็นทางการ ในหัวข้อ ประชาคมอาเซียน 2558 : โอกาสและความท้าทายด้านสุขภาพ โดยมีรัฐมนตรีสาธารณสุข 10 ประเทศเข้าร่วมประชุม ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม ลาว พม่า และ กัมพูชา นอกจากนี้ ยังมี นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ร่วมประชุมด้วย
“เซเว่น แคตตาล็อค” รับเออีซี ปรับลอจิสติกส์-รุกช่องทางทีวี
“เซเว่น แคตตาล็อค” รับเออีซี ปรับลอจิสติกส์-รุกช่องทางทีวี:
“เซเว่น แคตตาล็อค” ปรับระบบเทคโนโลยี-ขนส่งสินค้ารับมือเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 58 การแข่งขันเดือด เดินเกมส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภครวดเร็ว ชูสินค้าเอสเอ็มอีสร้างความต่าง เร่งขยายช่องการขายผ่านทีวี รับปรับราคาสินค้าขึ้นไม่ถึง 7% หลังต้นทุนพุ่ง สิ้นปีกวาดรายได้ 2,400 ล้านบาท โต 35%
นายอำพา ยงพิศาลภพ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ดำเนินธุรกิจขายสินค้าผ่านทางเซเว่น แคตตาล็อค เปิดเผยว่า จากการเปิดเขตเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีในปี 2558 หรืออีก 3 ปีข้างหน้าเพื่อรองรับการแข่งขันที่มีความรุนแรงมากขึ้น เซเว่น แคตตาล็อคได้เตรียมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งบุคคลากร การปรับเทคโนโลยี ระบบขนส่งสินค้า หาคลังสินค้าที่เป็นจุดศูนย์กลางกระจายสินค้าเพื่อส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภครวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการให้ความรู้แก่กลุ่มเอสเอ็มอี ทั้งด้านบรรจุภัณฑ์ ขนาดสินค้า รองรับยอดสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นหลังจากเปิดเออีซี
“เซเว่น แคตตาล็อค” ปรับระบบเทคโนโลยี-ขนส่งสินค้ารับมือเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 58 การแข่งขันเดือด เดินเกมส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภครวดเร็ว ชูสินค้าเอสเอ็มอีสร้างความต่าง เร่งขยายช่องการขายผ่านทีวี รับปรับราคาสินค้าขึ้นไม่ถึง 7% หลังต้นทุนพุ่ง สิ้นปีกวาดรายได้ 2,400 ล้านบาท โต 35%
นายอำพา ยงพิศาลภพ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ดำเนินธุรกิจขายสินค้าผ่านทางเซเว่น แคตตาล็อค เปิดเผยว่า จากการเปิดเขตเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีในปี 2558 หรืออีก 3 ปีข้างหน้าเพื่อรองรับการแข่งขันที่มีความรุนแรงมากขึ้น เซเว่น แคตตาล็อคได้เตรียมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งบุคคลากร การปรับเทคโนโลยี ระบบขนส่งสินค้า หาคลังสินค้าที่เป็นจุดศูนย์กลางกระจายสินค้าเพื่อส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภครวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการให้ความรู้แก่กลุ่มเอสเอ็มอี ทั้งด้านบรรจุภัณฑ์ ขนาดสินค้า รองรับยอดสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นหลังจากเปิดเออีซี
อุตฯหนุนเอสเอ็มอีใช้ไอทีแข่งเออีซี
อุตฯหนุนเอสเอ็มอีใช้ไอทีแข่งเออีซี:
กระทรวงอุตฯเคลื่อนแผนดันเอสเอ็มอีแข่งขันเวทีอาเซียน เปิดโครงการหนุนผู้ประกอบการใช้มาตรฐาน “อีบีเอ็กซ์เอ็มแอล” เสริมระบบหลังบ้าน-โลจิสติกส์ นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม (กพร.) กล่าวว่า ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในประเทศไทยนำระบบไอทีไปใช้บริหารซัพพลายเชนบ้างแล้ว แต่ซอฟต์แวร์ที่ใช้มีมาตรฐานการพัฒนาแตกต่างกัน ทำให้เกิดปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างองค์กร การจะแก้ปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องเร่งทำอย่างเร่งด่วนก่อนเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน ล่าสุด จับมือผู้ผลิตซอฟต์แวร์ไทยและกลุ่มเอสเอ็มอีทั้งภาคผลิตและการค้า แก้ปัญหาความแตกต่างของภาษาทางอิเล็กทรอนิกส์
กระทรวงอุตฯเคลื่อนแผนดันเอสเอ็มอีแข่งขันเวทีอาเซียน เปิดโครงการหนุนผู้ประกอบการใช้มาตรฐาน “อีบีเอ็กซ์เอ็มแอล” เสริมระบบหลังบ้าน-โลจิสติกส์ นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม (กพร.) กล่าวว่า ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในประเทศไทยนำระบบไอทีไปใช้บริหารซัพพลายเชนบ้างแล้ว แต่ซอฟต์แวร์ที่ใช้มีมาตรฐานการพัฒนาแตกต่างกัน ทำให้เกิดปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างองค์กร การจะแก้ปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องเร่งทำอย่างเร่งด่วนก่อนเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน ล่าสุด จับมือผู้ผลิตซอฟต์แวร์ไทยและกลุ่มเอสเอ็มอีทั้งภาคผลิตและการค้า แก้ปัญหาความแตกต่างของภาษาทางอิเล็กทรอนิกส์
วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
นักวิชาการจากอาเซียนประชุมเรื่องการผลิตข้าวป้อนตลาดโลกที่จังหวัดเชียงใหม่
นักวิชาการจากอาเซียนประชุมเรื่องการผลิตข้าวป้อนตลาดโลกที่จังหวัดเชียงใหม่:
นักวิชาการจากประเทศในกลุ่มอาเซียนประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องการผลิตข้าวป้อนตลาดโลกที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีเครื่องจักรกลเกษตรในการลดต้นทุนการผลิต นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติในการผลิตข้าว ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติเอมเพรส จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนักวิชาการจากประเทศต่างๆ ในกลุ่มอาเซียนเข้าร่วมประชุม ซึ่งมหาวิทยาลัยนเรศวรร่วมกับกรมการข้าว จัดการประชุมดังกล่าวเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ โดยเฉพาะด้านเครื่องจักรกลเกษตรและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อการพัฒนาผลผลิตข้าวสู่ตลาดโลก ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับการผลิตข้าวคุณภาพดีเป็นอันดับแรก เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยเฉพาะข้าวสำหรับตลาดเฉพาะ ที่มีราคาสูง รัฐบาลจึงได้กำหนดมาตรการด้านการผลิต การตลาด และคุณภาพชีวิตชาวนาไทย เพื่อพัฒนาข้าวไทย ซึ่งไทยเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกแต่เป้าหมายของไทยคือการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชาวนาไทยอย่างยั่งยืน โดยการประชุมดังกล่าวเป็นครั้งแรกของอาเซียน ที่จะนำเทคโนโลยีเครื่องจักรกลเกษตรมาแลกเปลี่ยน โดยไทยจะนำเสนอเครื่องหว่านข้าวที่มหาวิทยาลัยนเรศวรคิดค้นเพื่อลดต้นทุนเมล็ดพันธุ์ข้าวจากเดิมต้องใช้ถึง 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ ลดเหลือเพียง 5 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น ประเทศไทยส่งออกข้าวสูงสุดอันดับหนึ่งของโลก รองลงมาคือ เวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน เนปาล สหรัฐอเมริกาและกัมพูชา ไทยผลิตข้าวปีละประมาณ 21 ล้านตัน ส่งออกปีละประมาณ 8 ล้านตัน หรือ ประมาณ 6509 ล้านเหรียญสหรัฐ ข้าวที่ส่งออกมากที่สุดคือข้าวขาว รองลงมาคือข้าวเหนียวและข้าวหอมมะลิตามลำดับ ผลผลิตข้าวเฉลี่ยต่อไร่ของไทย 460 กิโลกรัม ขณะที่ผลผลิตในภาพรวมของโลก 696 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งไทยยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ธนวันต์-ธีระรัตน์/สวท.เชียงใหม่ |
ผู้สื่อข่าว : เชียงใหม่ (สวท.) / ธนวันต์ ชุมแสง เชียงใหม่ (สวท.) / ธนวันต์ ชุมแสง หน่วยงาน : สำนักข่าว ที่มาของข่าว : นายยุคล ลิ้มแหลมทอง |
ป้ายกำกับ:
ข้าว,
เชียงใหม่,
นักวิชาการ,
ประชุมวิชาการ,
อาเซียน,
เออีซี,
AEC,
ASEAN
BOI ตอนที่ 156/157 เชิญร่วมสัมมนา “โอกาสนักธุรกิจไทยในอาเซียน”
BOI ตอนที่ 156/157 เชิญร่วมสัมมนา “โอกาสนักธุรกิจไทยในอาเซียน”:
บีโอไอ เชิญนักธุรกิจไทยที่สนใจไปลงทุนในต่างประเทศ เข้าร่วมฟังสัมมนา โอกาสสำหรับนักธุรกิจไทยในอาเซียน และการเสวนาประสบการณ์ในการลงทุนในเวียดนาม กัมพูชา พม่า และอินโดนีเซีย นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ กล่าวว่า บีโอไอได้รับนโยบายให้เดินหน้าแผนการส่งเสริมนักธุรกิจไทยไปลงทุนในต่างประเทศ จึงเตรียมเปิดตัวศูนย์ข้อมูลการลงทุนไทยในต่างประเทศ ซึ่งจะรวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลเชิงลึก ครอบคลุม รายละเอียดด้านศักยภาพของประเทศอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ ตลอดจนลู่ทางการลงทุนและขั้นตอนการทำธุรกิจในประเทศต่างๆ และในวันพุธที่ 12 ธันวาคมนี้ บีโอไอจะจัดสัมมนาในหัวข้อ “รุกหรือรับ โอกาสสำหรับธุรกิจไทยในอาเซียน” และการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำธุรกิจในประเทศเป้าหมาย ได้แก่ กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย และพม่า โดยมีตัวแทนภาคเอกชนชั้นนำที่เคยเข้าไปลงทุนทำธุรกิจในประเทศต่างๆ ร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนา ผู้สนใจเข้าร่วมฟังสัมมนา โอกาสสำหรับนักธุรกิจไทยในอาเซียน และการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำธุรกิจ สามารถเข้าร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสำรองที่นั่งได้ที่โทรศัพท์ 0 2-553 -8318 หรือ www.boi.go.th |
ผู้สื่อข่าว : กรรณิกา แก้วใส. หน่วยงาน : Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ที่มาของข่าว : นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย |
วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
งานสัมมนา “Obama II: What it Means for Southeast Asia and Thailand”
งานสัมมนา “Obama II: What it Means for Southeast Asia and Thailand”:
เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS) แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “Obama II: What it Means for Southeast Asia and Thailand” ขึ้น เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากนักวิชาการ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ นักการทูตจากนานาชาติ ที่มีต่อรูปแบบ ทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทย ในโอกาสที่ นาย บารัค โอบามา จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นสมัยที่ 2
ในงานเสวนาครั้งนี้ ประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ แนวโน้มนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ในอนาคต โดย คลอส ลาร์เรส (Klaus Larres) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์และการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยนอร์ธ คาโรไลน่า ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลโอบามานั้น เปลี่ยนไปจากสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช อย่างสิ้นเชิง
ลักษณะสำคัญคือ การหันมาเน้นอำนาจแบบอ่อน (Soft Power) มากกว่าจะข่มขู่หรือจัดการปัญหาด้วยกำลังทหาร เขาเสนอว่า โอบามาไม่ได้มองการเมืองระหว่างประเทศว่าเป็นเกมที่ฝ่ายหนึ่งได้ ฝ่ายหนึ่งเสีย (Zero Sum game) แต่ให้ความสำคัญกับการพูดคุยเจรจา ประนีประนอม เน้นความเกี่ยวพันแบบพหุภาคีกับประเทศต่างๆ จนอาจกล่าวได้ว่า นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลโอบามา มีลักษณะเป็น สัจนิยมพหุภาคี (Multilateral realism)
พร้อมกันนี้ เขายังให้ความเห็นว่า สหรัฐอเมริกาจะยังคงให้ความสำคัญกับทวีปเอเชียอยู่เช่นเดิม เห็นได้จากการเดินทางเยือนอาเซียนเป็นภารกิจแรกหลังจบการเลือดตั้ง อย่างไรก็ดี ยุโรป ที่แม้จะกำลังประสบวิกฤตเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ก็จะยังคงเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของสหรัฐ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง
ขณะเดียวกัน บทบาทของสหรัฐฯ กับจีนนั้น นาย โรเบิร์ต ฟิตส์ (Robert Fitts) ผู้อำนวยการโครงการอเมริกันศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า ในขณะที่สหรัฐฯ ต้องเผชิญความท้าทายภายในประเทศมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างเช่น ภาวะหน้าผาทางการคลัง (fiscal cliff) ความสัมพันธ์กับจีนก็เป็นความท้าทานภายนอกที่สหรัฐฯ หลีกเลี่ยงไม่ได้
เขาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และเสนอว่า ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศไม่ควรเป็นเกมที่ฝ่ายหนึ่งได้ ฝ่ายหนึ่งเสีย ทว่าควรหันมาร่วมมือกัน มากกว่าจะแข่งขันกันเพื่อครองอำนาจหรือเอาชนะ โดยเขาเชื่อว่า ความร่วมมือระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง จะส่งผลดีต่อทั้งสหรัฐฯ และจีนเอง รวมไปถึง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริบทโลกในภาพรวมด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง ศาสตรจารย์ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับชัยชนะของนายบารัค โอบามา ว่าสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงทัศนคติบางประการ กล่าวคือ ย้อนไปเมื่อ 4 ปีก่อน การขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีผิวสี ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน กลายเป็นภาพแทนของชัยชนะของคนกลุ่มน้อย ที่ไม่เคยมีพื้นที่ในประวัติศาสตร์แบบคนขาวของสหรัฐฯ (White Aspect of U.S. History) มาก่อน ขณะเดียวกัน ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า ผู้สนับสนุนโอบามา ก็ยังคงเป็นคนกลุ่มน้อยต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนเชื้อสายสเปน (Hispanic group) ซึ่งเสียงของพวกเขาได้รับการเคารพ มากกว่าจะถูกหาว่าเป็นเสียงของคนโง่ (foolish) อย่างในการเมืองไทย
ขณะเดียวกัน เขายังเชื่อมั่นว่า แม้ประชาธิปไตยจะเป็นหลักการที่มีพลวัตร ไม่ได้มีรูปแบบเฉพาะที่เหมือนกันไปทั้งหมด กระนั้น ทิศทางการพัฒนาประชาธิปไตยเสรีของสหรัฐฯ ที่ต้องเผชิญกับอุปสรรค ข้อถกเถียงนานัปการ เพื่อก้าวข้ามความเป็นประชาธิปไตยของคนขาว สู่ประชาธิปไตยของคนทุกคน ก็เป็นหนทางที่น่าดึงดูดใจ ทั้งยังสามารถเป็นต้นแบบการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทยได้อีกด้วย
ในช่วงท้าย นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิคใต้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะตัวแสดงเชิงสร้างสรรค์ (Constructive actor) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจข้ามแปซิฟิค (TPP) โดยชี้ว่า การเข้าร่วมความตกลงดังกล่าวของไทยนั้น ในปัจจุบัน เป็นเพียงขั้นตอนของการเข้าร่วมเจรจาในกรอบ TPP ไม่ใช่การเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาจากรัฐสภา และทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเสียก่อน
นอกจากนี้ เขายังได้เน้นย้ำถึงการเดินทางเยือนไทยของประธานาธิบดีโอบามา ว่าเป็นช่วงเวลามีนัยยะสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับไทยแล้ว ยังพอดีกับวาระครบรอบ 180 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-สหรัฐ ในปีหน้า อีกด้วย
งานสัมมนา “Obama II: What it Means for Southeast Asia and Thailand”
จัดโดย สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันที่ 20 พฤศจิกายน 2555
ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จัดโดย สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันที่ 20 พฤศจิกายน 2555
ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS) แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “Obama II: What it Means for Southeast Asia and Thailand” ขึ้น เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากนักวิชาการ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ นักการทูตจากนานาชาติ ที่มีต่อรูปแบบ ทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทย ในโอกาสที่ นาย บารัค โอบามา จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นสมัยที่ 2
ในงานเสวนาครั้งนี้ ประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ แนวโน้มนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ในอนาคต โดย คลอส ลาร์เรส (Klaus Larres) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์และการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยนอร์ธ คาโรไลน่า ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลโอบามานั้น เปลี่ยนไปจากสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช อย่างสิ้นเชิง
ลักษณะสำคัญคือ การหันมาเน้นอำนาจแบบอ่อน (Soft Power) มากกว่าจะข่มขู่หรือจัดการปัญหาด้วยกำลังทหาร เขาเสนอว่า โอบามาไม่ได้มองการเมืองระหว่างประเทศว่าเป็นเกมที่ฝ่ายหนึ่งได้ ฝ่ายหนึ่งเสีย (Zero Sum game) แต่ให้ความสำคัญกับการพูดคุยเจรจา ประนีประนอม เน้นความเกี่ยวพันแบบพหุภาคีกับประเทศต่างๆ จนอาจกล่าวได้ว่า นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลโอบามา มีลักษณะเป็น สัจนิยมพหุภาคี (Multilateral realism)
พร้อมกันนี้ เขายังให้ความเห็นว่า สหรัฐอเมริกาจะยังคงให้ความสำคัญกับทวีปเอเชียอยู่เช่นเดิม เห็นได้จากการเดินทางเยือนอาเซียนเป็นภารกิจแรกหลังจบการเลือดตั้ง อย่างไรก็ดี ยุโรป ที่แม้จะกำลังประสบวิกฤตเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ก็จะยังคงเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของสหรัฐ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง
ขณะเดียวกัน บทบาทของสหรัฐฯ กับจีนนั้น นาย โรเบิร์ต ฟิตส์ (Robert Fitts) ผู้อำนวยการโครงการอเมริกันศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า ในขณะที่สหรัฐฯ ต้องเผชิญความท้าทายภายในประเทศมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างเช่น ภาวะหน้าผาทางการคลัง (fiscal cliff) ความสัมพันธ์กับจีนก็เป็นความท้าทานภายนอกที่สหรัฐฯ หลีกเลี่ยงไม่ได้
เขาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และเสนอว่า ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศไม่ควรเป็นเกมที่ฝ่ายหนึ่งได้ ฝ่ายหนึ่งเสีย ทว่าควรหันมาร่วมมือกัน มากกว่าจะแข่งขันกันเพื่อครองอำนาจหรือเอาชนะ โดยเขาเชื่อว่า ความร่วมมือระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง จะส่งผลดีต่อทั้งสหรัฐฯ และจีนเอง รวมไปถึง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริบทโลกในภาพรวมด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง ศาสตรจารย์ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับชัยชนะของนายบารัค โอบามา ว่าสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงทัศนคติบางประการ กล่าวคือ ย้อนไปเมื่อ 4 ปีก่อน การขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีผิวสี ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน กลายเป็นภาพแทนของชัยชนะของคนกลุ่มน้อย ที่ไม่เคยมีพื้นที่ในประวัติศาสตร์แบบคนขาวของสหรัฐฯ (White Aspect of U.S. History) มาก่อน ขณะเดียวกัน ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า ผู้สนับสนุนโอบามา ก็ยังคงเป็นคนกลุ่มน้อยต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนเชื้อสายสเปน (Hispanic group) ซึ่งเสียงของพวกเขาได้รับการเคารพ มากกว่าจะถูกหาว่าเป็นเสียงของคนโง่ (foolish) อย่างในการเมืองไทย
ขณะเดียวกัน เขายังเชื่อมั่นว่า แม้ประชาธิปไตยจะเป็นหลักการที่มีพลวัตร ไม่ได้มีรูปแบบเฉพาะที่เหมือนกันไปทั้งหมด กระนั้น ทิศทางการพัฒนาประชาธิปไตยเสรีของสหรัฐฯ ที่ต้องเผชิญกับอุปสรรค ข้อถกเถียงนานัปการ เพื่อก้าวข้ามความเป็นประชาธิปไตยของคนขาว สู่ประชาธิปไตยของคนทุกคน ก็เป็นหนทางที่น่าดึงดูดใจ ทั้งยังสามารถเป็นต้นแบบการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทยได้อีกด้วย
ในช่วงท้าย นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิคใต้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะตัวแสดงเชิงสร้างสรรค์ (Constructive actor) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจข้ามแปซิฟิค (TPP) โดยชี้ว่า การเข้าร่วมความตกลงดังกล่าวของไทยนั้น ในปัจจุบัน เป็นเพียงขั้นตอนของการเข้าร่วมเจรจาในกรอบ TPP ไม่ใช่การเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาจากรัฐสภา และทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเสียก่อน
นอกจากนี้ เขายังได้เน้นย้ำถึงการเดินทางเยือนไทยของประธานาธิบดีโอบามา ว่าเป็นช่วงเวลามีนัยยะสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับไทยแล้ว ยังพอดีกับวาระครบรอบ 180 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-สหรัฐ ในปีหน้า อีกด้วย
สรุปผลการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 21 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง
สรุปผลการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 21 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง:
การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 21 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ท่ามกลางความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับรองปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอาเซียน ที่แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความบกพร่องของเนื้อหา ทว่าก็ได้กลายเป็นกรอบหลักสำหรับการพัฒนาการเคารพและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของอาเซียน กระนั้นก็ดี ประเด็นที่ได้รับการจับตามองอย่างความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ กลับยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมใดๆ จากประเทศผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ในการกล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุมสุดยอดครั้งที่ 21 นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ของกัมพูชา ในฐานะประธานการประชุม ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาความร่วมมือทั้งในและนอกกลุ่มประเทศสมาชิก เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นของอาเซียน และยกระดับบทบาทของอาเซียนในประชาคมโลก
เริ่มตั้งแต่ วันที่ 18 พฤศจิกายน ผู้นำจาก 10 ชาติสมาชิก ได้ออกแถลงการณ์ร่วม หลังลงนามรับรอง “ปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียน” ซึ่งนับเป็นความสำเร็จของภูมิภาค แม้จะถูกวิจารณ์โดยนางเนวี พิลไลย์ ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ที่ชี้ว่าปฏิญญาดังกล่าวมีความบกพร่องในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไม่มีผลผูกมัดประเทศสมาชิก ทั้งยังขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ขณะที่ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ออกมาโต้แย้งว่า อาเซียนได้แก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องของปฏิญญาดังกล่าว ก่อนการลงนามเรียบร้อยแล้ว
ขณะเดียวกัน ผู้นำชาติอาเซียนตัดสินใจประกาศเลื่อนกำหนดการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) เป็นเวลา 12 เดือน จากเดิมวันที่ 1 มกราคม 2015 ไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม ปีเดียวกัน อันเนื่องมาจาก ข้อจำกัดหลายประการ รวมไปถึงข้อตกลงและขั้นตอนต่างๆ อีกมากมายที่ประเทศสมาชิกยังตกลงกันไม่ได้ อาทิ ประเด็นเรื่องการตรวจลงตรา ภาษีอากรสินค้า กฎระเบียบว่าด้วยการลงทุนระหว่างกัน ฯลฯ

นอกจากนี้ ประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศอาเซียนอย่าง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และบรูไน กับมหาอำนาจอย่างจีน ก็ได้ถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกครั้งที่ 7 โดยผู้นำจากฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ พร้อมๆ กับที่ญี่ปุ่น ยกข้อพิพาทกับจีน เรื่องกรรมสิทธิ์ในหมู่เกาะทะเลจีนตะวันออกเข้าหารือ
ทั้งนี้ แม้อาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กัมพูชา จะเคยยืนยันเจตจำนงค์ที่จะหลีกเลี่ยงการนำประเด็นดังกล่าวเข้าหารือในเวทีระดับนานาชาติ ทว่าฟิลิปปินส์และเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่กรณีหลัก ได้ออกมาโต้แย้งว่า ทั้งสองประเทศก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่เป็นอยู่ ส่วนจีนก็ได้ตอกย้ำทิศทางนโยบายต่างประเทศของตน และยืนยันว่า ข้อขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ควรนำมาพูดคุยในระดับทวิภาคีเท่านั้น และไม่ควรดึงสหรัฐอเมริกาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ด้วยเหตุนี้เอง ท่าทีของสหรัฐฯ จึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โดยประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้ออกมากดดันจีน ในที่ประชุมว่าด้วยการจัดทำข้อปฏิบัติในพื้นที่ทะเลจีนใต้ (Code of Conduct in the South China Sea) ให้เร่งแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งชี้ว่า ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งภูมิภาค อาเซียนกับจีนจึงควรเร่งหารือกัน เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดทางการเมือง และหาทางออกเพื่อนำไปสู่สันติภาพ ทั้งนี้ เขายืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใด
กระนั้นก็ดี ดูเหมือนไม่ได้มีข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมใดๆ จากการประชุมครั้งนี้ นอกเสียจาก การยืนยันให้ทุกฝ่ายเคารพในข้อปฏิบัติที่มีการตกลงระหว่างจีนกับอาเซียนก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกัน ผู้นำอาเซียนก็ร้องขอให้จีน เริ่มการเจรจา เพื่อจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ และมอบหมายให้ไทยเป็นตัวกลางในการประสานงานกับจีน เพื่อใช้เป็นแนวทางป้องกันเหตุรุนแรงและแก้ไขความขัดแย้งร่วมกันในอนาคต
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็พยายามผลักดันข้อตกลงทางการค้าการลงทุนที่เรียกว่า ความเกี่ยวพันทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมสหรัฐฯ-เอเชีย (U.S.-ASEAN Expanded Economic Engagement) เพื่อปูทางสู่ข้อตกลงทางการค้าอีกฉบับ นั่นคือ กรอบความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership – TPP) ซึ่งเป็นความตกลงทางเศรษฐกิจที่ไม่มีจีนรวมอยู่ด้วย
อย่างไรก็ดี เป้าหมายของสหรัฐฯ ในเวทีประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกนี้ ต้องเผชิญกับความท้าทายจากความพยายามของชาติอาเซียน ที่ร่วมกับอีก 6 ประเทศ คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จัดตั้งความตกลง หุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership – RCEP) ซึ่งได้รับการอนุมัติในเวทีประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 19 ที่บาหลี เมื่อปีที่แล้ว โดยมีเป้าหมายที่จะขยายการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ทำให้เกิดระบบตลาดเดียวที่มีประชาชนกว่า 3,000 ล้านคน จนกลายเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ในอีกด้านหนึ่ง การร่วมหารือกับจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ได้นำไปสู่การตกลงริเริ่มการเจรจาความร่วมมือทางการค้า เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างกัน และอาจเป็นสัญญาณถึงความพยายามผ่อนคลายความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างทั้งสามประเทศ ท่ามกลางข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลจีนตะวันออก รวมถึง ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์บาดแผลที่ยุ่งยากซับซ้อน

นอกจากนี้ ในการประชุมอาเซียน +3 สมัยพิเศษ (Commemorative summit) เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี การริเริ่มก่อตั้งความร่วมมือระหว่างชาติอาเซียนกับชาติมหาอำนาจในเอเชียอย่าง จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ของกัมพูชาได้กล่าวในที่ประชุมเกี่ยวกับความคืบหน้าและพัฒนาการของการประชุมจากครั้งที่ผ่านมาๆ และเน้นย้ำถึงบทบาทและทิศทางความร่วมมือในอนาคต ระหว่างชาติสมาชิกอาเซียน+3 ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องการเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และสังคมวัฒนธรรม ขณะที่นายกรัฐมนตรีเวิน เจีย เป่า ของจีน ได้เน้นย้ำถึงความปรารถนาที่จะเพิ่มความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างชาติสมาชิก ทั้งนี้ร่วมไปถึงการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพในระดับภูมิภาค และร่วมกันเผชิญหน้าความท้าทายที่รอคอยอยู่ในอนาคต ดั่งเช่นที่ เคยช่วยเหลือกันจนผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย เมื่อปี 1997 มาได้
อนึ่ง ในการประชุมครั้งนี้ ผู้นำจากชาติสมาชิก ASEAN+3 ได้ร่วมออกแถลงการณ์การร่วมผู้นำในวาระครบรอบ 15 ปี ความร่วมมืออาเซียน+3 ( ASEAN Plus Three Leaders’ Joint Statement on the Commemoration of the 15th Anniversary of the ASEAN Plus Three Cooperation ) และ แถลงการณ์ผู้นำว่าด้วยหุ้นส่วนในความเชื่อมโยงอาเซียน+3 (Leader’s Statement on ASEAN Plus Three Partnership on Connectivity) อีกทั้งยังได้รับรองเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ให้เป็นเมืองวัฒนธรรมแห่งเอเชียตะวันออก ในกรอบอาเซียน+3 (Cultural City of East Asia 2012 within the framework of the ASEAN Plus Three) อีกด้วย
เรียบเรียงจาก
http://www.asean.org/news/asean-secretariat-news/item/asean-plus-three-commemorative-summit
http://www.asean.org/news/asean-secretariat-news/item/asean-score-several-landmark-agreements-at-21st-summit-and-other-related-meetings?category_id=27
http://www.thejakartapost.com/news/2012/11/18/southeast-asia-adopt-human-rights-declaration.html
http://news.voicetv.co.th/global/56550.html?p
http://www.thairath.co.th/content/oversea/307356
http://zeenews.india.com/news/world/asean-3-summit-china-japan-s-korea-vow-cooperation_811628.html
การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 21 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ท่ามกลางความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับรองปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอาเซียน ที่แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความบกพร่องของเนื้อหา ทว่าก็ได้กลายเป็นกรอบหลักสำหรับการพัฒนาการเคารพและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของอาเซียน กระนั้นก็ดี ประเด็นที่ได้รับการจับตามองอย่างความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ กลับยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมใดๆ จากประเทศผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ในการกล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุมสุดยอดครั้งที่ 21 นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ของกัมพูชา ในฐานะประธานการประชุม ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาความร่วมมือทั้งในและนอกกลุ่มประเทศสมาชิก เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นของอาเซียน และยกระดับบทบาทของอาเซียนในประชาคมโลก
เริ่มตั้งแต่ วันที่ 18 พฤศจิกายน ผู้นำจาก 10 ชาติสมาชิก ได้ออกแถลงการณ์ร่วม หลังลงนามรับรอง “ปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียน” ซึ่งนับเป็นความสำเร็จของภูมิภาค แม้จะถูกวิจารณ์โดยนางเนวี พิลไลย์ ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ที่ชี้ว่าปฏิญญาดังกล่าวมีความบกพร่องในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไม่มีผลผูกมัดประเทศสมาชิก ทั้งยังขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ขณะที่ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ออกมาโต้แย้งว่า อาเซียนได้แก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องของปฏิญญาดังกล่าว ก่อนการลงนามเรียบร้อยแล้ว
ขณะเดียวกัน ผู้นำชาติอาเซียนตัดสินใจประกาศเลื่อนกำหนดการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) เป็นเวลา 12 เดือน จากเดิมวันที่ 1 มกราคม 2015 ไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม ปีเดียวกัน อันเนื่องมาจาก ข้อจำกัดหลายประการ รวมไปถึงข้อตกลงและขั้นตอนต่างๆ อีกมากมายที่ประเทศสมาชิกยังตกลงกันไม่ได้ อาทิ ประเด็นเรื่องการตรวจลงตรา ภาษีอากรสินค้า กฎระเบียบว่าด้วยการลงทุนระหว่างกัน ฯลฯ
นอกจากนี้ ประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศอาเซียนอย่าง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และบรูไน กับมหาอำนาจอย่างจีน ก็ได้ถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกครั้งที่ 7 โดยผู้นำจากฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ พร้อมๆ กับที่ญี่ปุ่น ยกข้อพิพาทกับจีน เรื่องกรรมสิทธิ์ในหมู่เกาะทะเลจีนตะวันออกเข้าหารือ
ทั้งนี้ แม้อาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กัมพูชา จะเคยยืนยันเจตจำนงค์ที่จะหลีกเลี่ยงการนำประเด็นดังกล่าวเข้าหารือในเวทีระดับนานาชาติ ทว่าฟิลิปปินส์และเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่กรณีหลัก ได้ออกมาโต้แย้งว่า ทั้งสองประเทศก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่เป็นอยู่ ส่วนจีนก็ได้ตอกย้ำทิศทางนโยบายต่างประเทศของตน และยืนยันว่า ข้อขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ควรนำมาพูดคุยในระดับทวิภาคีเท่านั้น และไม่ควรดึงสหรัฐอเมริกาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ด้วยเหตุนี้เอง ท่าทีของสหรัฐฯ จึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โดยประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้ออกมากดดันจีน ในที่ประชุมว่าด้วยการจัดทำข้อปฏิบัติในพื้นที่ทะเลจีนใต้ (Code of Conduct in the South China Sea) ให้เร่งแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งชี้ว่า ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งภูมิภาค อาเซียนกับจีนจึงควรเร่งหารือกัน เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดทางการเมือง และหาทางออกเพื่อนำไปสู่สันติภาพ ทั้งนี้ เขายืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใด
กระนั้นก็ดี ดูเหมือนไม่ได้มีข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมใดๆ จากการประชุมครั้งนี้ นอกเสียจาก การยืนยันให้ทุกฝ่ายเคารพในข้อปฏิบัติที่มีการตกลงระหว่างจีนกับอาเซียนก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกัน ผู้นำอาเซียนก็ร้องขอให้จีน เริ่มการเจรจา เพื่อจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ และมอบหมายให้ไทยเป็นตัวกลางในการประสานงานกับจีน เพื่อใช้เป็นแนวทางป้องกันเหตุรุนแรงและแก้ไขความขัดแย้งร่วมกันในอนาคต
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็พยายามผลักดันข้อตกลงทางการค้าการลงทุนที่เรียกว่า ความเกี่ยวพันทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมสหรัฐฯ-เอเชีย (U.S.-ASEAN Expanded Economic Engagement) เพื่อปูทางสู่ข้อตกลงทางการค้าอีกฉบับ นั่นคือ กรอบความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership – TPP) ซึ่งเป็นความตกลงทางเศรษฐกิจที่ไม่มีจีนรวมอยู่ด้วย
อย่างไรก็ดี เป้าหมายของสหรัฐฯ ในเวทีประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกนี้ ต้องเผชิญกับความท้าทายจากความพยายามของชาติอาเซียน ที่ร่วมกับอีก 6 ประเทศ คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จัดตั้งความตกลง หุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership – RCEP) ซึ่งได้รับการอนุมัติในเวทีประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 19 ที่บาหลี เมื่อปีที่แล้ว โดยมีเป้าหมายที่จะขยายการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ทำให้เกิดระบบตลาดเดียวที่มีประชาชนกว่า 3,000 ล้านคน จนกลายเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ในอีกด้านหนึ่ง การร่วมหารือกับจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ได้นำไปสู่การตกลงริเริ่มการเจรจาความร่วมมือทางการค้า เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างกัน และอาจเป็นสัญญาณถึงความพยายามผ่อนคลายความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างทั้งสามประเทศ ท่ามกลางข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลจีนตะวันออก รวมถึง ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์บาดแผลที่ยุ่งยากซับซ้อน
นอกจากนี้ ในการประชุมอาเซียน +3 สมัยพิเศษ (Commemorative summit) เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี การริเริ่มก่อตั้งความร่วมมือระหว่างชาติอาเซียนกับชาติมหาอำนาจในเอเชียอย่าง จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ของกัมพูชาได้กล่าวในที่ประชุมเกี่ยวกับความคืบหน้าและพัฒนาการของการประชุมจากครั้งที่ผ่านมาๆ และเน้นย้ำถึงบทบาทและทิศทางความร่วมมือในอนาคต ระหว่างชาติสมาชิกอาเซียน+3 ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องการเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และสังคมวัฒนธรรม ขณะที่นายกรัฐมนตรีเวิน เจีย เป่า ของจีน ได้เน้นย้ำถึงความปรารถนาที่จะเพิ่มความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างชาติสมาชิก ทั้งนี้ร่วมไปถึงการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพในระดับภูมิภาค และร่วมกันเผชิญหน้าความท้าทายที่รอคอยอยู่ในอนาคต ดั่งเช่นที่ เคยช่วยเหลือกันจนผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย เมื่อปี 1997 มาได้
อนึ่ง ในการประชุมครั้งนี้ ผู้นำจากชาติสมาชิก ASEAN+3 ได้ร่วมออกแถลงการณ์การร่วมผู้นำในวาระครบรอบ 15 ปี ความร่วมมืออาเซียน+3 ( ASEAN Plus Three Leaders’ Joint Statement on the Commemoration of the 15th Anniversary of the ASEAN Plus Three Cooperation ) และ แถลงการณ์ผู้นำว่าด้วยหุ้นส่วนในความเชื่อมโยงอาเซียน+3 (Leader’s Statement on ASEAN Plus Three Partnership on Connectivity) อีกทั้งยังได้รับรองเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ให้เป็นเมืองวัฒนธรรมแห่งเอเชียตะวันออก ในกรอบอาเซียน+3 (Cultural City of East Asia 2012 within the framework of the ASEAN Plus Three) อีกด้วย
เรียบเรียงจาก
http://www.asean.org/news/asean-secretariat-news/item/asean-plus-three-commemorative-summit
http://www.asean.org/news/asean-secretariat-news/item/asean-score-several-landmark-agreements-at-21st-summit-and-other-related-meetings?category_id=27
http://www.thejakartapost.com/news/2012/11/18/southeast-asia-adopt-human-rights-declaration.html
http://news.voicetv.co.th/global/56550.html?p
http://www.thairath.co.th/content/oversea/307356
http://zeenews.india.com/news/world/asean-3-summit-china-japan-s-korea-vow-cooperation_811628.html
ASEAN External Relations - ความสัมพันธ์ของอาเซียนกับประเทศภายนอก
ASEAN External Relations - ความสัมพันธ์ของอาเซียนกับประเทศภายนอก:
ASEAN has 10 Dialogue Partners: Republic of Korea, Australia, Canada, China, European Union, India, Japan, New Zealand, Russia, and United States.
นอกจากความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันแล้ว อาเซียนยังได้มีความร่วมมือและสถาปนาความสัมพันธ์ในฐานะคู่เจรจากับอีก 9 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ อินเดีย จีน รัสเซีย รวมถึง 1 กลุ่มประเทศคือ สหภาพยุโรป และ 1 องค์การระหว่างประเทศ คือ โครงการเพื่อการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)
• Full Dialogue Partners:
1. Australia (1974)
2. Canada (1977)
3. China (1996)
4. European Union (1977)
5. India (1992 SDP; 1995)
6. Japan (1973 informal; 1977)
7. Republic of Korea (ROK) (1991)
8. New Zealand (1975)
9. Russian Federation (1996)
10. USA (1977)
• Sectoral Dialogue Partner: Pakistan (1993).
• Non-Country DP: UNDP (1977)
References:
http://www.aseankorea.org/main/publish/view.jsp?menuID=002001006003
http://www.aunsec.org/site/upload/ASEAN_STUDIES/ASWorkshopPPTPDFvol2/0517020202aASEANExternalRelations.pdf
References:
http://www.aseankorea.org/main/publish/view.jsp?menuID=002001006003
http://www.aunsec.org/site/upload/ASEAN_STUDIES/ASWorkshopPPTPDFvol2/0517020202aASEANExternalRelations.pdf
ASEAN - Australia Relations : ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลีย
ASEAN - Australia Relations : ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลีย:
ASEAN-Australia relations began in 1974 and the country became ASEAN's very first Dialogue Partner. The ASEAN-Australia Economic Cooperation Program (AAECP) was launched and has since then supported ASEAN projects in science and technology, population, education and training, social development, cultural exchange, institutional linkages and commercial facilitation.
An ASEAN-Australia Commemorative Summit was convened in November 2004 in Vientiane to commemorate the 30th anniversary of ASEAN-Australia dialogue relations.
The Agreement Establishing the ASEAN-Australia-New Zealand Free Trade Area (AANZFTA) was signed in Thailand, on 27 February 2009. AANZFTAis the largest Free Trade Agreement that Australia has ever signed.
Head of Government: Julia Gillard
Capital:Canberra
Region: Oceania
Currency: Australian Dollar (AUD)
Population:22,015,576 (July 2012 est.)
References:
ป้ายกำกับ:
ความสัมพันธ์,
ออสเตรเลีย,
อาเซียน,
เออีซี,
AEC,
ASEAN
ASEAN - New Zealand Relations : ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับนิวซีแลนด์
ASEAN - New Zealand Relations : ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับนิวซีแลนด์:
ASEAN-New Zealand. Cooperation activities between ASEAN and New Zealand began in 1975. Today projects include promotion of institutional linkages; energy, including natural gas utilization in transport; science and technology; narcotics control; and social development.
Among the major undertakings in ASEAN-New Zealand cooperation are the Inter-Institutional Linkages Program (IILP) and the Trade and Investment Promotion Program (TIPP) designed to develop sustainable commercial links and increase the awareness of the economic opportunities existing in each of their respective markets. New Zealand has also contributed substantially to the ASEAN Science Fund.
ASEAN-New Zealand. Cooperation activities between ASEAN and New Zealand began in 1975. Today projects include promotion of institutional linkages; energy, including natural gas utilization in transport; science and technology; narcotics control; and social development.
Among the major undertakings in ASEAN-New Zealand cooperation are the Inter-Institutional Linkages Program (IILP) and the Trade and Investment Promotion Program (TIPP) designed to develop sustainable commercial links and increase the awareness of the economic opportunities existing in each of their respective markets. New Zealand has also contributed substantially to the ASEAN Science Fund.
ความสัมพันธ์อาเซียน-นิวซีแลนด์เริ่มตั้งแต่ปี 2518 (ค.ศ.1975) โดยนิวซีแลนด์เป็นประเทศคู่เจรจาลำดับที่ 2 ของอาเซียนหลังจากออสเตรเลีย ทั้งสองฝ่ายได้มีการประชุมสุดยอดสมัยพิเศษ (ASEAN-Australia and new Zealand Commemorative Summit) เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ครบรอบ 32 ปี ในปี 2547 ที่เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ในระยะแรกความสัมพันธ์อาเซียน-นิวซีแลนด์เป็นไปในลักษณะประเทศผู้รับกับประเทศผู้ให้ โดยมีจุดมุ่งหมายหลัก คือ การพัฒนาให้ความสัมพันธ์อาเซียน-นิวซีแลนด์ เป็นความสัมพันธ์อย่างรอบด้าน
ในปี 2548 อาเซียน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ได้เริ่มการเจรจาการจัดทำเขตการค้าเสรีอาเซียน ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (ASEAN-Australia and New Zealand Free Trade Agreement : AANZFTA)
ในปี 2548 อาเซียน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ได้เริ่มการเจรจาการจัดทำเขตการค้าเสรีอาเซียน ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (ASEAN-Australia and New Zealand Free Trade Agreement : AANZFTA)
Image credit:http://data.un.org/CountryProfile.aspx?crName=NEW%20ZEALAND
Head of Government: Prime Minister John Key
Capital: Wellington
Region: Oceania
Currency: New Zealand Dollar (NZD)
Population: 4,327,944 (July 2012 est.)
References:
http://www.aseansec.org/11829.htm
หนังสือบันทึกการเดินทางอาเซียน กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ
http://www.aseansec.org/11829.htm
หนังสือบันทึกการเดินทางอาเซียน กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ
ป้ายกำกับ:
ความสัมพันธ์,
นิวซีแลนด์,
อาเซียน,
เออีซี,
AEC,
ASEAN
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


.gif)

